หลังเกม ยูโร  2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย เบลเยี่ยม ทีมหมายเลข 1 ของโลก แพ้ อิตาลี 1-2 ทำให้พวกเขายังคงเป็นทีมเบอร์ 1 ของโลก ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ทั้งฟุตบอลโลก และฟุตบอลยูโร

ซึ่งทาง ทิโบ คูร์กตัว ผู้รักษาประตู ทีมชาติเบลเยี่ยม ได้กล่าวว่า “เรารู้ก่อนเกมอยู่แล้ว ว่านัดนี้มันจะเป็นเกมที่สูสี และหนักมากๆ และเราก็เสียใจ ที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเกมนี้

เบลเยี่ยม ยอมรับ

ฝั่งเราก็มีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะเหมือนกัน แต่ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า เขาโคตรเซฟจริงๆ เขามีจังหวะเซฟแบบเหลือเชื่อ และอีกอย่างประตูแรกที่เราเสีย มันดูเหมือนเราจะเสียง่ายไปหน่อย

เกมนี้แผนของเราคือการโจมตีจากริมเส้น และครองบอลจากแดนกลางให้ได้ แต่เราก็ทำได้ไม่ดีพอ

บางทีการแข่งขันที่ยาวนานของฤดูกาลนี้ มันส่งผลให้พวกเราไม่ค่อยฟิตสมบูรณ์

เกมนี้มันสูสีและกดดัน ทั้งสองทีมมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะ แต่อิตาลีทำได้ดีกว่า และพวกเขาสมควรเป็นผู้ชนะ”

ทางด้าน โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติ เบลเยี่ยม

ได้กล่าวว่า “ผมรู้สึกเสียใจและผิดหวังมากๆ ผมรู้สึกว่าลูกทีมของผม ไม่สมควรที่จะมาตกรอบเพียงแค่รอบนี้ พวกเขาพยายามอย่างที่สุด เพื่อที่จะพาทีมไปให้ไกลที่สุด เกมนี้มันเป็นการเจอกันของสองยอดทีม และพวกเขาสามารถทำได้ดีกว่า”

ทางด้าน เควิน เดอบรอยน์ มิดฟิลด์ทีมชาติเบลเยี่ยม ได้กล่าวว่า “สำหรับผมแล้ว ช่วง 4-5 สัปดาห์ที่ผ่านมา มันเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก ผมต้องขอขอบคุณทีมแพทย์ประจำทีมทุกคนจริงๆ

บอกตามตรงว่า ผมแทบไม่เชื่อว่าผมจะได้ลงสนามในเกมกับ อิตาลี ผมมีอาการบาดเจ็บ และผมต้องลงสนาม เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม ที่จะต้องทำเพื่อประเทศ แต่โชคไม่ดี ที่ผมช่วยทีมได้ไม่มาก

มันเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ค่อนข้างยากของพวกเรา นักเตะของเราได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่เราก็สู้จนสุดความสามารถ

อิตาลีครองเกมได้ดีกว่าในช่วง 45 นาทีแรก แต่ครึ่งหลังพวกเราทำได้ดีกว่า และมีโอกาสได้ประตูตีเสมออยู่หลายครั้ง

เราพ่ายแพ้ให้กับยอดทีม และเราจะพยายามคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ แต่ก่อนอื่น ผมต้องขอไปรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดีเสียก่อน”

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน และถ้าใครกำลังมองหาเว็บไซต์คาสิโนออนไลน์ สมัครได้ที่ เพื่อความสนุก และตื่นเต้น อย่างปลอดภัย โอนไว รับเงินจริง

Posted in ข่าวฟุตบอล

ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบรองชนะเลิศ อิตาลี ภายใต้การคุมทัพของ โรแบร์โต้ มันชินี่ เป็นฝ่ายมีชัยเหนือ สเปน ในการดวลจุดโทษ 4-2 หลังจากเสมอในเวลา 90 นาที 1-1 และต่อเวลา 30 นาที สกอร์ก็ยังเท่ากัน 1-1

โดยเกมนี้ อิตาลี เป็นฝ่ายออกนำก่อน 1-0 จาก เฟรดเดริโก้ เคียซ่า ส่วนฝั่ง สเปน ตามตีเสมอได้จากการยิงของ อัลบาโร โมราต้า ซึ่งเกมนี้ สเปน เป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่า 65% : 35% และผ่านบอลมากกว่าถึง 500 ครั้ง 833 : 306 ครั้ง

อิตาลี

เฟรดเดริโก้ เคียซ่า แนวรุกวัย 23 ปี ยิงประตูที่ 2 ในยูโร 2020 และเป็นประตูที่ 3 จากการลงเล่นทีมชาติ อิตาลี 31 นัด

อัลบาโร่ โมราต้า ดาวยิงวัย 28 ปี ยิงประตูที่ 3 ในยูโร 2020 และเป็นประตูที่ 22 จากการลงสนามให้ทีมชาติสเปน 46 นัด

ซึ่งทาง โรแบร์โต้ มันชินี่ ได้กล่าวหลังจบเกมว่า “การตัดสินเกมด้วยการยิงจุดโทษ มันเป็นอะไรที่โหดร้ายเสมอ เกมนี้พวกเราแทบจะไม่ได้เล่นตามรูปแบบที่เราเคยเล่นเลย

สเปน คือหนึ่งในยอดทีม พวกเขาสร้างปัญหาให้เราตลอดทั้งเกม แต่ลูกทีมของผมก็สู้อย่างสุดกำลัง และรับรู้อยู่แล้วว่าสุดท้าย มันอาจจะต้องมาจบด้วยการยิงจุดโทษแบบนี้

พวกเรารู้พิษสงของ สเปน เป็นอย่างดี พวกเขาเป็นทีมที่ครองบอลเหนือกว่าทีมอื่นๆ  แต่เราก็ปรับตัวให้เข้ากับมัน และก็รับมือกับมันให้ได้

ฟุตบอลมันมีทั้งเกมรุก และเกมรับ ซึ่งแน่นอนว่า พวกเขาจะเอาแต่บุกใส่เราอย่างเดียวไม่ได้ 

เกมนี้ทั้งสองฝั่ง ต่างก็มีโอกาสที่จะทำประตู และต่างก็เป็นยอดทีมด้วยกันทั้งคู่ และก็ไม่ใช้แค่อิตาลีหรอกนะ ที่เล่นแต่เกมรับ ทุกทีมก็ต้องเล่นเกมรับกันทั้งนั้นแหละ

แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องยกชัยชนะนี้ให้กับลูกทีมของผม พวกเขามีความเชื่อมั่น แต่งานของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้ พวกเรายังเหลือเกมให้เล่นอีก และเราจะเตรียมตัวให้พร้อม และใส่ทุกอย่างที่เรามี สำหรับเกมรอบชิงชนะเลิศ”

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน และถ้าใครกำลังมองหาเว็บไซต์คาสิโนออนไลน์ สมัครได้ที่ เพื่อความสนุก และตื่นเต้น อย่างปลอดภัย โอนไว รับเงินจริง

Posted in ข่าวฟุตบอล

เอเยนต์ส่วนตัวของ จอจินโย่ มิดฟิล์สตาร์ดังชาวอิตาลีชุดแชมป์ยูโร2020 ออกมากดดันสโมสร ว่านักเตะในการดูแลของตนต้องการต่ออยู่เชลซีต่อไป หากสโมสรยังนิ่งเฉยเรื่องสัญญา อาจจะพิจารณารับข้อเสนอที่ดีกว่าจากนาโปลี บ้านเกิดอิตาลีของจอร์จินโย่

จอจินโย่

กองกลางวัย 29 ปี “จอจินโย่” เหลือสัญญากับเชลซีอีกเพียง 2ปี เท่านั้น

หมายความหากถึงซัมเมอร์น่า จอร์จินโย่ก็จะเหลือสัญญาอีกเพียง 1 ปีเท่านั้น จอร์จินโย่หลังจากคว้าแชมป์บิ๊กเอียร์กับเชลซีได้แล้ว ยังสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2020 กับอิตาลีได้อีกด้วย จากการดวลจุดโทษชนะอังกฤษ หลังจากเสมอกันในเวลาปกติ 1-1 แต่หลังจากที่จอจินโย่กำลังฉลองแชมป์กับเพื่อน ๆ อัซซูรี่อยู่นั้น เอเยนต์ส่วนตัวของจอร์จินโย่ ได้แจ้งกับสโมสรเชลซีทันที เกี่ยวกับเรื่องสัญญาในอนาคต

“เขาต้องการต่อขยายสัญญาออกไปกับเชลซี แน่นอนว่าเขาต้องการอยู่อังกฤษต่อ แต่ถ้าหากเรื่องสัญญายังคงเงียบ บางทีเราอาจจะพิจารณาขอเสนอของนาโปลี” เอเยนต์จอร์จินโย่กดดันเชลซีเรื่องสัญญา

เรื่องนี่กลับมาพูดถึงอีกครั้ง หลังจากการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงลอนดอน สังเวียนนัดชิงชนะเลิศระหว่างอังกฤษ กับอิตาลี มีสาย ๆ หนึ่งโทรมาหาผมและพยายามสอบถามถึงจอจินโย่ โดยทีม ๆ นั้นคือทีมหนึ่งที่ดีที่สุดในยุโรปนั่นก็คือ นาโปลี

ที่ผ่านมาจอจินโย่ถือว่าเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในระยะเวลาอันสั้นทั้ง การคว้าแชมป์ยูโรป้าลีก,ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และแชมป์ยูโร เมื่อคืนที่ผ่านมา “เขามีความมุ่งมั่นอย่างมาก และต้องการลงสนาม เขาต้องการลงเล่นทั้ง 7 เกม เพื่อเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศ และเขาก็สามารถทำได้” เอเยนต์จอร์จินโย่เผยหลังจากนักเตะในการดูแลของตนคว้าแชมป์ และมีสโมสรดัง ๆ ในยุโรติดต่อมา และ 1ในนั้นคือ นาโปลี ทีมเก่าจอร์จินโญ่นั่นเอง โดยทีมนาโปลีมีนักเตะถึง 4 คนที่ติดทีมชาติอิตาลีชุดคว้าแชมป์ยูโร 2020 เมื่อคืนที่ผ่านมา ค่าตัวมิดฟิลด์ลูกครึ่งอิตาเลี่ยน-บราซิล วัย 29 ปี อยู่ที่ 40 ล้านยูโร

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน และถ้าใครกำลังมองหาเว็บไซต์คาสิโนออนไลน์ สมัครได้ที่ เพื่อความสนุก และตื่นเต้น อย่างปลอดภัย โอนไว รับเงินจริง

Posted in ข่าวฟุตบอล

ฟุตบอลโลกปี 2002 กับเหตุการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า ” โกงบันลือโลก “

                แฟนบอลทั่วทั้งโลกนั้นต่างก็รอคอยมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อย่างฟุตบอลโลก และใน ฟุตบอลโลกปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมมาถึง นับว่าเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกได้เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย และมีการจัดแบบเจ้าภาพร่วม โดยแฟนบอลทั่วโลกก็ต่างตื่นเต้นและดีใจ แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งโลกเนื่องจากคำตัดสินหรือสิ่งต่างๆ ต่างเอื้ออำนวยให้กับทีมเจ้าภาพร่วมอย่างเกาหลีใต้จนน่าเกลียด วันนี้เราจะมาย้อนดูว่าเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่กล่าวมาจะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง

ฟุตบอลโลกปี 2002

                เมื่อ ฟุตบอลโลกปี 2002 รอบ 16 ทีมสุดท้าย โคจรมาถึงเป็นการพบกันของยอดทีมจากยุโรปปอย่าง อิตาลี พบกับเจ้าภาพร่วมอย่างเกาหลีใต้  ต้องบอกได้ว่าเกมนั้น นักเตะฝั่งเจ้าภาพอย่างเกาหลีใต้เล่นได้อย่างสกปรก และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างแฟนบอลทั่วโลก เนื่องจากนักเตะฝั่งเกาหลีใต้ได้เข้าปะทะหนัก เล่นนอกเกมกับนักเตะอิตาลีอยู่หลายจังหวะ จนถึงขั้นมีนักเตะอิตาลี เลือดตกยางออก แต่ผู้ตัดสินในเกมนั้น แจกใบเหลืองให้นักเตะเกาหลีใต้ไปเพียงแค่ 2 ใบเท่านั้น หนำซ้ำยังไม่พอ ผู้ตัดสินยังแจกใบเหลืองใบที่สองให้กับนักเตะอิตาลีอีกด้วย สุดท้ายอิตาลีที่มีผู้เล่นน้อยกว่าต้องตกรอบพ่ายแพ้ไป ด้วยประตู 2-1 ในกฎโกลเด้นโกล

ฟุตบอลโลกปี 2002

                ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ฟุตบอลโลกปี 2002 รอบ 8 ทีมสุดท้าย เกาหลีใต้พบกับกระทิงดุสเปน นักเตะเกาหลีใต้และทีมผู้ตัดสินยังทำงามใส้ เช่นเดิม เมื่อสัญญาณนกหวีดเริ่มขึ้นเกาหลีใต้ได้เข้าปะทะอย่างหนักหน่วง แต่ก็ไม่ได้มีบทลงโทษที่รุนแรงจากผู้ตัดสิน และถึงแม้ว่า สเปนจะส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 2 ครั้ง 2 ครา แต่ทางผู้ตัดสินก็ปฏิเสธทุกครั้ง โดยบอกว่า ฟาล์วบ้างบอลออกไปแล้วบ้าง สุดท้ายก็เป็นทีมเจ้าภาพอย่างเกาหลีใต้ที่เอาชนะสเปนไปได้ ด้วยการดวลจุดโทษตัดสิน เข้ารอบรองชนะเลิศไปได้ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอลทั่วโลก

ฟุตบอลโลกปี 2002

                การแข่งขันและการตัดสินที่อัปยศสิ้นสุดลงไปเมื่อ ฟุตบอลโลกปี 2002  เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ โดยเกาหลีใต้ได้โคจรมาพบกับอินทรีเหล็กเยอรมัน โดยก่อนเกมนั้นเยอรมันทำการบ้านมาค่อนข้างดี โดยสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันยื่นเรื่องให้กับฟีฟ่าว่าหากฝั่งเยอรมันได้รับการตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม จะทำการฟ้องร้องสหพันธ์ฟุตบอลเกาหลีใต้ ผู้ตัดสิน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้นเกมดำเนินไปได้อย่างขาวสะอาด เมื่อจบเกมฝั่งเจ้าภาพเกาหลีใต้ต้านทานไม่ไหว แพ้ทีมชาติเยอรมันไปด้วยผลสกอร์ 1-0 จบตำนานเหตุการณ์โกงบันลือโลก

Posted in ข่าวฟุตบอล