ถือว่าไม่พลิกความคาดหมายเท่าไรนัก กับการลงสนามประเดิมนัดแรกในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2020-2021 ของทัพไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล เพราะว่าพวกเขาทำผลงานได้อย่างสวยหรู บุกไปเอาชนะน้องใหม่หน้าเก่าอย่างฟูแล่ม ถึงถิ่น ด้วยสกอร์ขาดลอยถึง 3-0 ถือเป็นนิมิตอันดีในการลงประเดิมสนามนัดแรก ซึ่งในเกมดังกล่าว

เราจะได้เห็นบรรดานักเตะจากทัพไอ้ปืนใหญ่ โชว์ฟอร์มกันได้อย่างโดดเด่น หลายต่อหลายคน และมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ค่อนข้างเยอะทีเดียว ซึ่งนี่คือ 3 ประเด็นที่น่าจับตามองในเกมดังกล่าวครับ จะมีประเด็นอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 

3 ประเด็นที่น่าจับตามอง อาร์เซน่อล บุกถล่ม ฟูแล่ม

อาร์เซน่อล ฟูแล่ม

วิลเลียน สอบผ่านฉลุย – ต้องบอกเลยว่าการคว้าตัว วิลเลียน แนวรุกมากประสบการณ์ชาวบราซิลเลี่ยน เข้ามาเสริมทัพนั้น เป็นอะไรที่ตอบโจทย์อย่างมาก เพราะเจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในเกมเมื่อคืน ไม่ว่าการจ่ายบอล การเคลื่อนที่ในสนาม หรือแม้แต่การเลี้ยงบอลทะลุทะลวงด้วยตัวเอง ก็สามารถทำได้อย่างเยี่ยม

แม้ว่าจะมีอายุพ้นหลัก 30 ไปแล้วก็ตาม เรียกได้ว่าสามารถแบ่งเบาภาระในเกมรุกของ อาร์เซน่อล จาก ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยอง ค่อนข้างไปเลยทีเดียว และในเกมเมื่อคืน วิลเลียน ยังทำไปได้ถึง 3 แอสซิสต์ ให้ไอ้ปืนใหญ่เอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-0 ถือว่าสอบผ่านฉลุย เอาไป 10 เต็ม 10

อาร์เซน่อล ฟูแล่ม

โมฮาเหม็ด เอลเนนี ตัวจริงยาวไป – เดิมทีกองกลางดีกรีทีมชาติอียิปต์ อย่าง โมฮาเหม็ด เอลเนนี ดูเหมือนว่าจะหมดอนาคตกับ อาร์เซน่อล ไปแล้ว แต่ทว่า มิเกล อาร์เตต้า กลับหยิบยื่นโอกาสให้กับเขา และดูเหมือนว่าจะตัดสินใจถูกเสียด้วย เพราะ โมฮาเหม็ด เอลเนนี โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น ตั้งแต่เกมคอมมูนิตี้ ชิลด์ กับลิเวอร์พูล แล้ว

ก่อนจะได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงอีกครั้งในเกมนี้ และเจ้าตัวก็ไม่ทำให้ มิเกล อาร์เตต้า ต้องผิดหวัง เพราะแทบไม่มีข้อผิดพลาดเลยตลอด 90 นาที มีทั้งความขยัน แข็งแกร่ง รวมถึงความสามารถเฉพาะตัวที่ยอดเยี่ยม ถ้ายังเล่นได้แบบนี้อยู่ รับรองว่าตำแหน่งตัวจริงยาวๆไป แน่นอน

อาร์เซน่อล ฟูแล่ม

การแก้เกมของ มิเกล อาร์เตต้า – หากใครได้รับชมการถ่ายทอดสด จะเห็นได้เลยว่าช่วงแรก ฟูแล่ม ดูเหมือนจะเล่นได้ดีกว่าด้วยซ้ำ แถมยังเกือบได้ประตูขึ้นนำจากความผิดพลาดของทัพไอ้ปืนใหญ่ อีกด้วย แต่ยังโชคดีที่ อาร์เซน่อลมาได้ประตูขึ้นนำเร็ว ทำให้สามารถเล่นได้ง่ายขึ้น แต่โดยรวมแล้ว ก็ไม่ได้ดีกว่าทีมน้องใหม่ เท่าไรนัก

อย่างไรก็ตามในครึ่ง มิเกล อาร์เตต้า ได้ปรับมาเน้นเกมบุก และให้แผงหลังดันขึ้นสูงมากขึ้น และผลก็คือฟูแล่ม แทบจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย โดนขึงบอลบุกใส่เพียงอย่างเดียว จนสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ไปด้วยสกอร์ 3-0 ในที่สุด

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก

พรีเมียร์ลีกนัดที่ 36 ที่ผ่านมา นอกจากสถานการณ์การแย่งชิงตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีกที่เข้มข้นแล้ว ก็ยังมีบิ๊กแมทช์อยู่อีกหนึ่งคู่ เป็นการพบกันระหว่าง ‘อาร์เซนอล’ ที่ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของหงส์แดง ลิเวอร์พูล

และเมื่อเหล่าบรรดา ‘เดอะ ค็อป’ ได้เห็น 11 ตัวจริงทีมชีทของเจ้าบ้านก็ต้องถึงกับยิ้มหวาน เพราะกุนซืออย่าง ‘มิเกล อาร์เตต้า’ ได้เลือกแล้วว่าขอให้ความสำคัญกับ เอฟเอ คัพ ในสุดสัปดาห์ที่ต้องพบกับ แมนฯ ซิตี้ ก่อน จึงจำต้องโรเตชั่นผู้เล่น เพราะยอดโค้ชชาวสเปนมองว่าพวกเขาคงไม่อยู่ในสารบบลุ้นตั๋วไปแชมเปี้ยนส์ ลีก อีกแล้ว

ต่างกับทีมเยือนอย่าง ลิเวอร์พูลที่จนถึงตอนนี้หลังจากคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ก็ไม่เหลือรายการอื่นให้เล่นแล้วเพราะว่าตกรอบไปแบบเรียบวุธ จึงจัดหนักจัดเต็ม หวังเดินหน้าล่าสถิติทำ 100 แต้ม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องชนะในทุกเกมที่เหลือ โดยเริ่มจากเกมนี้เป็นเกมแรก

ลิเวอร์พูล” กลับมาพลาดลูกไม่น่าให้อภัย

แต่บทสรุปทั้งหมดกลับตาลปัตร แม้ไม่ถึงกับช็อคโลก แต่ช็อคประเทศก็คงได้อยู่ เพราะทีมที่มีเกมรับเหนียวแน่นอย่างลิเวอร์พูล กลับมาพลาดลูกไม่น่าให้อภัยถึง 2 ลูกในเกมเดียว และ ‘Human error’ นั้นมันดันไปเกิดขึ้นกับนักเตะที่เหล่า เดอะ ค็อป คงไม่กล้าด่าได้แต่คันยิบ ๆ ตรงมุมปาก

ลิเวอร์พูล

ก็เมื่อสองพระเอกประจำแนวรับอย่าง ‘เวอร์กิล ฟานไดจ์ค’ และ ‘อลิซซอน เบคเกอร์’ ดันไปแจกโชคให้กับทีมเจ้าบ้านที่จัดทีมแบบคงไม่ได้หวังชนะด้วยซ้ำ ซึ่งทั้งเกมอาร์เซนอลก็มีจังหวะจบสกอร์แค่ 2 ครั้งจาก 2 หน่อของหงส์แดง 2 รายนี้แหละ แต่พวกเขาก็โชว์ความเด็ดขาดหักปีกหงส์แดงจาก 2 ความผิดพลาดนี้ ด้วยอัตรการการเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูสูงถึง 100 %

เริ่มตั้งแต่จังหวะที่พี่ใหญ่อย่าง ‘เวอร์กิล ฟานไดจ์ค’ มั่นใจไม่ดูอีร้าค่าอีรม เลือกเล่นยากโชว์สกิลบังบอลระดับแข้งเวิร์ลคลาส แต่กลับรอให้ ‘เนลสัน’เข้ามาประชิดตัว พร้อมรั้งแขนในจังหวะคายบอลคืนให้ อลิซซอน จนบังคับทิศทางไม่ได้

รวมถึงคลามผิดพลาดครั้งที่ 2 โดย ‘พี่หมี’ อลิซซอน รับลูกทุ่มคืนหลังของ โรเบิร์ตสัน แล้วแปะคืนแบบแป้ก ๆ จนโดนตัดก่อนจะเสียประตูที่ 2 ในที่สุด และสองประตูของเจ้าบ้านดังกล่าวที่กลายเป็นไฮไลท์ ทำให้ประตูสุดสวยของทีมเยือนโดย ซาดิโอ มาเน่ ไม่มีการพูดถึงไปโดยปริยาย

กราฟฟิคท้ายเกมขึ้นมาแสดงโอกาสจบสกอร์ที่ 23 ต่อ 2 ครั้ง ได้อธิบายความปราชัยในเกมนี้ของทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกชัดเจนว่า ‘การจบสกอร์’ ของลิเวอร์พูลนั้น เข้าขั้นห่วยแค่ไหนในระยะหลังที่ผ่านมา

นี่คงเป็นชัยชนะที่ ‘งง’ กันทั้งทีมที่ชนะและทีมที่แพ้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือประหลาดอะไร เพราะเรื่องแบบนี้พบเห็นกันได้บ่อย ๆ ในโลกของฟุตบอล เพราะเกมกีฬาชนิดนี้ เค้าไม่ได้วัดกันที่ อัตราครองบอล, โอกาส หรือรูปเกมใด หากแต่เป็น ‘ประตู’ ต่างหาก

และอุบัติเหตุทางฟุตบอลในครั้งนี้ ก็ส่งผลให้ทีมแชมป์อย่างลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ในช่วงโควิดแบบหงอย ๆ ไปโดยปริยาย

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 19/20 ได้จบลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในการจบฤดูกาลในทุกๆปี ก็จะมี ทีมตกชั้น ตามมาด้วยเช่นกัน นักเตะบางคนที่ฟอร์มการเล่นดี แต่ดันอยู่ในทีมตกชั้นก็มีด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราลองไปดูสิว่าจะมีใครกันบ้าง

4 นักเตะน่าสอยจาก ทีมตกชั้น พรีเมียร์ลีกหน้า

นาธาน อาเก้ : (บอร์นมัธ)

นาธาน อาเก้

สำหรับคนแรกนักเตะน่าสอยจากทีมตกชั้นพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ขอนำเสนอ ‘นาธาน อาเก้’ ปราการหลังวัย 25 ปี จากสโมสร ‘เอเอฟซี บอร์นมัธ’ ที่เพิ่งตกชั้นไปกับทีม แม้ว่าจะสามารถเอาชนะเอฟเวอร์ตัน คว้า 3 แต้มได้ในเกมสุดท้าย แต่ก็เพียงพอให้พวกเขารอดพ้นจากการตกชั้นได้ โดย นาธาน อาเก้ นั้น เป็นกองหลังที่มีความแข็งแกร่ง เล่นลูกกลางอากาศได้ดี

โดยในปีนี้ยังช่วยทีมทำไป 2 ประตู 2 แอสซิสต์ นอกจากนั้น ยังสามารถโยกไปเล่นแบคซ้าย และได้โควตานักเตะโฮมโกรวน์อีกด้วย ซึ่งล่าสุดก็มีข่าวว่า ‘เป๊ป กวาร์ดิโอล่า’ จ้องดึงตัวยอดกองหลังชาวเนเธอร์แลนด์ไปร่วมทัพเรือใบสีฟ้าอย่างใกล้ชิดในฤดูกาลหน้า

ท็อดด์ แคนท์เวลล์ : (นอริช ซิตี้)

ทีมตกชั้น

‘ท็อดด์ แคนท์เวลล์’ ยอดดาวรุ่งที่น่าสอยอีกรายจากทีมตกชั้นอย่าง ‘นอริช ซิตี้’ สำหรับแข้งผู้ดีวัย 22 ปีรายนี้ มีตำแหน่งถนัดคือ ปีกซ้าย แต่สามารถสลับไปเล่นมิดฟิลด์ตัวรุกหรือปีกขวาก็ได้ แม้ว่าทีมนกขมิ้นจะไม่สามารถเอาตัวรอดอยู่บนพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แต่ปีกหน้าหล่ออย่าง แคนท์เวลล์

ถือว่าเล่นได้อย่างโดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ ของทีมในฤดูกาลที่เพิ่งจบลงไป ส่วนเรื่องค่าตัวที่คาดการณ์ก็มีราคาน่าคบหาอยู่ที่ 30 ล้านปอนด์ และจากการตกชั้นก็อาจทำให้ค่าตัวของ แคนท์เวลล์ ถูกลงไปอีก โดยมีข่าวว่า แมนฯ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ให้ความสนใจอยู่ห่าง ๆ แต่ระยะหลังดูเหมือนว่าปีศาจแดงจะเลิกติดตามนักเตะรายนี้ไปแล้ว

อิสไมล่า ซาร์ : (วัตฟอร์ด)

ทีมตกชั้น

ยอดดาวรุ่งวัย 22 ปีชาวเซเนกัล ‘อิสไมล่า ซาร์’ ถือว่าเป็นนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของทีม ‘วัตฟอร์ด’ ในฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ โดยแม้ว่าเขาจะไม่สามารถช่วย ‘แตนอาละวาด’ ให้รอดพ้นจากการตกชั้นได้ แต่ฟอร์มการเล่นของเขาก็ถือว่าร้อนแรง อิสไมล่า ซาร์ เป็นนักเตะตัวรุกที่เล่นได้ริมเส้นและกองหน้า เป็นนักเตะที่มีความเร็ว ความแข็งแกร่ง

ยิ่งถ้ามีพื้นที่ด้านกว้างให้เล่น เขาสามารถเผาแนวรับฝั่งตรงข้ามได้แบบไม่เห็นฝุ่น รวมถึงทักษะเฉพาะตัวที่เอาตัวรอดในพื้นที่แคบ ๆ ได้ดี โดยผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมา ช่วยทีมทำไป 5 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ ซึ่งหนึ่งใน 5 ประตูนั้น มีประตูที่ชิพใส่ ‘อลิซซอน’ อย่างเหนือชั้น ในเกมที่เปิดบ้านยัดเยียดความปราชัยเกมแรกให้กับ ลิเวอร์พูล อีกด้วย

แม็กซ์ แอร่อนส์ : (นอริช ซิตี้)

ทีมตกชั้น

มาถึงคนสุดท้ายที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเตะน่าสอยจากทีมตกชั้นพรีเมียร์ลีก ได้แก่ ‘แม็กซ์ แอร่อนส์’ ยอดแบคขวาดาวรุ่งวัย 20 กะรัตของ ‘นกขมิ้นสีเหลือง’ นอริช ซิตี้ ที่โชว์ฟอร์มได้ดีระดับหนึ่งเลยในฤดูกาลที่ผ่านมาจนได้รับคำชมเป็นวงกว้าง ด้วยความเป็น ‘แบคจอมบุก’ มีสปีดที่จัดจ้าน และความคล่องตัวสูง จึงทำให้ แม็กซ์ แอร่อนส์ เป็นที่หมายตาของทีมใหญ่ ๆ หลายทีม

โดยช่วงซัมเมอร์ที่แล้วก็มีข่าวว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จ้องจะดึงเขาไปร่วมทัพ แต่การได้ อารอน วานบิสซาก้า มาร่วมทีม ทำให้ปีศาจแดงได้พับโครงการไปแล้ว โดยล่าสุดมีข่าวว่าทีมต่างดาว ‘บาร์เซโลน่า’ ก็ให้ความสนใจอยู่เช่นกัน

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก

          ในปัจจุบันนักเตะจากทวีปเอเชียล้วนได้รับความสนใจจากสโมสรฟุตบอลในทวีปยุโรปเป็นจำนวนมาก เพราะว่าบรรดาแข้งเอเชียหลายรายนั้นก็ได้ทำการพิสูจน์ให้ทั่วโลกได้เห็นแล้วว่าไม่ได้มีฝีเท้าด้อยกว่านักเตะในทวีปอื่นเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะนักเตะจากประเทศญี่ปุ่น ที่ถือเป็นสินค้ายอดนิยมของสโมสรฟุตบอลจากทวีปยุโรปเลยก็ว่าได้ และที่ผ่านมาก็เคยมีนักเตะจากแดนปลาดิบที่ประสบความสำเร็จในการค้าแข้งจนถึงขนาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จมาแล้ว แต่จะมีใครบ้างนั้น ขอเชิญทุกท่านไปติดตามพร้อมๆกันได้เลยครับ

พรีเมียร์ลีก

          ชินจิ คากาวะ – แนวรุกจากแดนปลาดิบอย่าง ชินจิ คากาวะ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลภายในประเทศญี่ปุ่นกับสโมสรเซเรโซ โอซาก้า ก่อนจะได้ย้ายไปค้าแข้งในทวีปยุโรปกับสโมสรโบรุสเซีย ดอร์ทมุน ยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลเยอรมันในฤดูกาล 2010-2011

และสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือระดับตำนานของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวลานั้น ตัดสินใจดึงตัวมาร่วมทีมในฤดูกาล 2012-2013

และเจ้าตัวก็ยังคงรักษาฟอร์มเก่งเอาไว้ได้ด้วยการยิงไปถึง 6 ประตู จากการลงสนาม 20 นัด มีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้อย่างยิ่งใหญ่

พรีเมียร์ลีก

          ชินจิ โอกาซากิ – เจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอันดับ 3 ของทีมชาติญี่ปุ่นอย่าง ชินจิ โอกาซากิ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับสโมสรในบ้านเกิดอย่างชิมิสุ เอลพัสล์ ก่อนจะได้ย้ายไปเล่นในยุโรปกับสโมสรสตุ๊ดการ์ท และ สโมสรไมนซ์ 05 สองสโมสรชื่อดังในประเทศเยอรมันเป็นเวลา 4 ปี

จนกระทั่งฤดูกาล 2015-2016 ชินจิ โอกาซากิ ได้ย้ายมาค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และกลายเป็นตัวหลักของสโมสรทันทีด้วยการลงสนามไปมากถึง 36 เกม สามารถทำได้ 6 ประตู และที่สุดยอดไปกว่านั้นก็คือตัวเขาสามารถพาทัพจิ้งจอกสยาม คว้าแชมป์พรีเมียร์ได้แบบเซอร์ไพรส์แฟนบอลทั่วโลก

พรีเมียร์ลีก

          ทาคูมิ มินามิโนะ – แนวรุกจากแดนปลาดิบวัย 25 กระรัต อย่าง ทาคูมิ มินามิโนะ เริ่มต้นค้าแข้งกับสโมสรเซเรโซ โอซาก้า ในบ้านเกิด ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในลีกยุโรปกับสโมสรเรดบูลล์ ซัลบวร์ก ยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลออสเตรีย ในปี 2015 และที่นั่นเองทำให้ตัวเขาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว

จนกระทั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ตัดสินใจดึงตัวมาร่วมทัพหงส์แดงแบบสายฟ้าแลบในช่วงเดือนมกราคมของปี 2020 แม้ว่าเจ้าตัวจะสภาพเป็นตัวสำรองของทีมและไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามมากนัก แต่เจ้าตัวก็ยังสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ร่วมกับสโมสรลิเวอร์พูลอยู่ดี

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวอื่นๆ, พรีเมียร์ลีก

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือใหญ่คนเก่ง แล้วออกมาเปิดใจให้สัมภาษณ์กับบรรดาสื่อว่า เหตุวิกฤตการณ์โควิดมีผลกระทบต่อวงการฟุตบอลเป็นอย่างมากรวมถึงโปรแกรมการแข่งขัน

ซึ่งในตอนนั้นตัวเขาเองรู้สึกหวั่นใจว่าการแข่งขันในแต่ละเกมอาจจะต้องถูกยกเลิกแบบสายฟ้าแลบ แต่สุดท้ายลีกการแข่งขันก็สามารถจัดการแข่งขันได้จนจบครบทุกเเมตช์

จนทีมของตัวเองสามารถคว้าถ้วยแชมป์ได้ในที่สุด เป็นการสิ้นสุดการรอคอยถ้วยแชมป์ที่นานที่สุดถึง 30 ปีด้วยกัน

เจอร์เก้น คล็อปป์

เจอร์เก้น คล็อปป์” กุนซือมาเเรง ทีมลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือมาเเรง ทีมลิเวอร์พูลสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าแข้งลีกอังกฤษ ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกส่วนตัวว่า มีความหวั่นเกรงเป็นอย่างมากว่าโปรแกรมการเเข่งขันจะไม่สุดจนถึงปลายทาง

เพราะด้วยมาตรการป้องกันไวรัสโควิดมีความจำเป็นที่จะต้องกวดขันกันอย่างเข้มงวดไม่ว่าจะเป็นตัวนักเตะหรือทุกคนที่ต้องได้รับการตรวจว่าปลอดภัยเชื้อทุกครั้งทุกคนแถมที่นั่งคนดูก็ถูกยกเลิกไป ซึ่งในตอนนั้นกุนซือเผยว่าทีมอาจจะพลาดโอกาสที่จะได้คว้าถ้วยแชมป์แต่สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้

เจอร์เก้น คล็อปป์

“ในช่วงเวลานั้นมันเป็นสถานการณ์ที่หวั่นไหวและกระทบไปทั่วทุกวงการ โดยเฉพาะการจัดโปรแกรมการแข่งขันในแต่ละเกมที่ถูกจัดขึ้นและเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีกฎข้อบังคับในการควบคุมโรคอย่างมากมาย ซึ่งตนนั้นเข้าใจดีและได้เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าการแข่งขันอาจจะต้องถูกยกเลิกไปกลางครัน ตนมีความรู้สึกขวัญเสียพอสมควรเนื่องจากตนเองและนักเตะทุกคนฝึกซ้อมกันอย่างหนักหมายมั่นจะคว้าถ้วยในลีกอังกฤษครั้งนี้ แต่สุดท้ายการแข่งขันก็ถูกจัดขึ้นจนจบและคว้าถ้วยแชมป์สำเร็จเป็นการปิดฉากเกมอย่างสวยงามสมกับการรอคอยของสโมสรทีมที่กินเวลามาถึง 30 ปี” เจอร์เก้น คล็อปป์ กล่าว

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก

กุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ดของเชลซีเชื่อว่า ฟรีคิกของ “เมสัน เม้าท์” สามารถหวังผลได้มากกว่านี้ หากว่านักเตะรายนี้มีความขยันตั้งใจหมั่นที่จะฝึกซ้อมให้ดีขึ้น เชื่อว่าเขาจะกลายเป็นคนที่ยิงฟรีคิกได้ระดับโลกอย่างแน่นอน

แฟร้งค์ แลมพาร์ดกล่าวชื่นชมการยิงฟรีคิกของเม้าท์ ที่ทำให้เขาก้าวเข้าไปติดทีมชาติอังกฤษของกุนซือแกเร็ธ เซาธ์เกตอย่างรวดเร็ว

นักเตะวัย 21 ปีรายนี้ขึ้นชั้นมาจากชุดอคาเดมี่ของทีมและได้ลงสนามให้ทีมไปแล้วมากกว่า 50 เกม เกมล่าสุดของเขาสามารถยิงประตูจากลูกฟรีคิกได้ด้วย

โดยเขาวางเท้ายิงฟรีคิกข้างๆ กับโอลิวิเย่ร์ ชิรูต์ และเกมนั้นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์เป็นเชลซีที่ชนะได้ 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรายการแชมเปี้ยนส์ลีกได้อย่างน่าดูชม

เมสัน เม้าท์

มิดฟิลด์ที่เกิดที่ปอร์ทสมัธรายนี้ ได้ลงสนามในทีมชุดใหญ่ของเชลซีในฤดูกาลนี้ แต่ว่าโค้ชของเชลซีกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่าเม้าท์จะเป็นนักเตะที่เก่งกว่านี้ได้อีก และแลมพาร์ดกระตุ้นว่าทีมจำเป็นต้องลดช่องห่างจากลิเวอร์พูลลงหลังจากที่จบอันดับสี่ในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

ผมเชื่อว่าเขาน่าจะเล่นได้ดีมากขึ้นกว่านี้อีก เพราะว่าเขาอายุยังน้อย เมื่อนักเตะได้ลงสนามมากขึ้นในแต่ละปี ย่อมจะทำให้เขา มีความแข็งแกร่งและมีประสบการณ์ที่มากขึ้น โดยนักเตะในทีมชุดนี้หลายคนมีอายุมากแล้วแต่ว่าเขายังอายุน้อยอยู่เลย

คุณคงได้เห็นเทคนิคของเขาไปแล้วจากการยิงฟรีคิก เขาเป็นนักเตะที่มีเทคนิคดีเลยแหละ และผมมองเขาจะพัฒนาขึ้นมาเป็นนักเตะระดับท็อปในอนาคต  เขาได้ลงสนามซ้อมกับทีมในทุกวันและเขาก็ทำได้ดีมากๆ

เมสัน เม้าท์

เมสัน เม้าท์” มีช่วงเวลาที่ดีกับทีม แต่ว่าเขายังต้องฝึกอีกเยอะ

เม้าท์มีช่วงเวลาที่ดีกับทีม แต่ว่าเขายังต้องฝึกอีกเยอะ นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของเขาที่เชลซีเท่านั้น

เชลซีจบอันดับที่สี่ ในพรีเมียร์ลีก และผ่านเข้าไปเล่นรายการแชมเปี้ยนส์ลีกได้โดยที่ไม่ต้องเตะเพลย์ออฟ อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษรายนี้เข้าคุมทีมเชลซีเพียงปีแรกเท่านั้น ก็ทำผลงานได้ดี โดยก่อนหน้านี้ทีมยังถูกแบนไม่ให้ซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมอีกด้วย เลยทำให้ทีมจำเป็นต้องดันนักเตะสายเลือดไหม้ขึ้นมาสู่ทีม

เม้าท์เป็นนักเตะหนึ่งในนั้น ที่ถูกดันขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของเชลซี โดยที่เขาถนัดกับการเล่นกองกลาง และแฟร้งค์ยังชอบใจที่เม้าท์ยิงประตูจากลูกฟรีคิกให้ทีมได้เป็นประตูแรกด้วย

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล กำลังจะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ และ ‘เยอร์เก้น คล็อปป์’ กำลังจะกลายเป็นที่กล่าวขานบนเวทีพรีเมียร์ลีก โดยขออีกเพียง 6 แต้มเท่านั้น พวกเขาจะได้ฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกของสโมสรสมใจหมาย หลังทำแต้มนำห่างอันดับ 2 อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มากถึง 25 คะแนนด้วยกัน

                หากแต่ยังมีสิ่งที่พวกเขาคงยังไม่ได้คิดในตอนนี้ อาจจะด้วยความ ‘ใหม่’ และไม่มีประสบการ์ของการเป็นแชมป์ของทีมชุดนี้ พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่า การล่าแชมป์ในฤดูกาลนี้ว่าเหนื่อยลากเลือดแล้ว แต่ การ ‘ป้องกันแชมป์’ ในฤดูกาลหน้า มันคืองานที่ ‘หิน’ เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า และพวกเขามีการบ้านให้ต้องทำในช่วงปิดเทอมอีกเพียบ

ลิเวอร์พูล

                โดยหลังจากวินาทีที่พวกเขาขึ้นไปชูถ้วย สิ่งที่ลิเวอร์พูลจะต้องคิดเป็นอันดับแรกหลังจากนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นการ ‘เฉลิมฉลอง’ หลังจากฤดูกาลที่เหน็ดเหนื่อยและยาวนานได้จบลง

                แต่สิ่งถัดไปที่ทีมหงส์แดงควรทำก็คือ ต้องพยายาม ‘ลืม’ เรื่องแชมป์ที่ฉลองไปให้เร็วที่สุด หากหวังจะเดินหน้าป้องกันอาร์มทองของพวกเขาต่อไปในฤดูกาลหน้า ซึ่งจะเป็นงานที่หนักหน่วงกว่าในปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูลทำผลงานสวยหรูมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล ชนะมาติดต่อกันอย่างยาวนาน และกว่าจะแพ้ก็ปาเข้าไปจะจบฤดูกาลอยู่มะรอมมะร่อ

แต่ถ้าหากสังเกตดี ๆ หลาย ๆ เกมในช่วงระยะหลังมานี้ ดูเหมือนว่า ลิเวอร์พูลจะถูกคู่แข่งพยายาม ‘จับทาง’ หลายครั้งที่พวกเขาผ่านแต่ละเกมมาแบบหืดจับ แต่ยังมีชายที่ชื่อ ‘เยอร์เก้น คล็อปป์’ พาพวกเขาผ่านมาได้อยู่ร่ำไป

ลิเวอร์พูล

จนเรื่องมันก็เริ่มมาแดงในเกมที่พวกเขาบุกไปพ่ายให้กับ ‘วัตฟอร์ด’ อย่างหมดรูปถึง 3-0 ต่อด้วยการพ่ายให้กับเชลซี 2-0 ในฟุตบอล เอฟเอ คัพ และยังปิดท้ายด้วยการถูก แอตฯ มาดริด เขี่ยตกรอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะแชมป์เก่า ก่อนจะถูกพักเบรกด้วยสถานการณ์โคโรน่าไวรัสระบาด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัญญาณที่ส่งไปถึงลิเวอร์พูล ว่าพวกเขาจะต้องทำอะไรสักอย่าง หากยังอยากจะรักษาความยิ่งใหญ่ต่อไป

ลิเวอร์พูล” ชุดนี้นั้น มีความสามารถที่จะทำมันได้

ทุกคนรู้ดีว่าทีมชุดนี้ของลิเวอร์พูลนั้น มีความสามารถที่จะทำมันได้ มีดีพอที่จะป้องกันแชมป์ แต่ความสามารถนั้น พวกเขาได้แสดงออกมาให้ทุกทีมเห็นหมดแล้วในช่วงสองปีหลังที่ผ่านมา ทุกทีมเก็บข้อมูลไว้อย่างหมดจด นั่นทำให้ลิเวอร์พูลต้องก้าวขึ้นไปอีกระดับ ทำสิ่งที่แตกต่างออกมา

ศัตรูตัวฉกาจของหงส์แดงในฤดูกาลหน้า ก็คงหนีไม่พ้น ‘เรือใบสีฟ้า’ ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า และเหล่าลูกทีม ที่น่าจะเก็บความโกรธแค้นไว้ไล่ล่าลูกทีมของคล็อปป์ในฤดูกาลหน้า

รวมไปถึงเหล่าสโมสรที่กำลังพยายามพัฒนากันอย่างสุดขีดอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด, สเปอร์ส, วูล์ฟส์แฮมตัน, อาร์เซนอล และเอฟเวอร์ตัน ที่รายล้อมไปด้วยยอดกุนซือจอมเก๋า และเหล่ากุนซือเลือดใหม่ไฟแรงมากมาย

งานนี้บอกเลยว่า ไม่ใช่งานกล้วย ๆ อย่างแน่นอน สำหรับหนทางการ ‘ป้องกันแชมป์’ พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้าของพลพรรคเครื่องจักรสีแดง เพราะศัตรูรอบตัวนั้นต่างพร้อมและจ้องฉุดพวกเขาลงจากบัลลังก์ได้ทุกเมื่อ   

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก

เจอร์เก้น คล็อปป์ เฮดโค้ช ลิเวอร์พูล เผยว่าตนเองจะลาตำแหน่งกุนซือของ “หงส์แดง” ในอีก 4 ปีข้างหน้าหรือปี 2024 ซึ่งเป็นช่วงเสลาที่หมดสัญญาในถิ่น แอนฟิลด์ พอดี

สำหรับ คล็อปป์เข้ามารับหน้าที่คุมทัพ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2015 หลังลาตำแหน่งเทรนเนอร์ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเจ้าตัวก็ช่วยให้ “หงส์แดง” ประสบความสำเร็จมากมายโดยเฉพาะในช่วง 2 ซีซั่นหลัง เริ่มจากเมื่อฤดูกาล 2018-19 ที่เจ้าตัวพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 6 ของสโมสร

คล็อปป์

ขณะที่ในฤดูกาลนี้ คล็อปป์ก็พา ลิเวอร์พูล ผงาดคว้าทริปเปิลแชมป์มาครองอย่างยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยเฉพาะแชมป์พรีเมียร์ลีก หรือแชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษที่ถือเป็นถ้วยซึ่งแฟนๆ “เดอะ ค็อป” รอมานานกว่า 30 ปี

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้คล็อปป์ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากว่าเป็นผู้จัดการทีมที่ติดอันดับท็อป 5 ของโลกในปัจจุบัน ซึ่ง ลิเวอร์พูล ก็ได้ตอบแทนผลงานด้วยการขยายสัญญากับกุนซือชาวเยอรมันไปถึงปี 2024 เป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ตามคล็อปป์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ที่ทำให้แฟนๆของ ลิเวอร์พูล ต้องหวั่นใจ หลังเจ้าตัวได้ออกมากล่าวถึงวันที่ตนเองจะอำลาถิ่น แอนฟิลด์ กับ “SWR Sport” หนังสือพิมพ์ในเยอรมันว่า “แน่นอนผมจะกลับไปที่เยอรมันหลังจากจบอาชีพการคุมทีม และทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือกลับไปอยู่ที่เมือง ไมนซ์”

คล็อปป์

ถึงกระนั้นคล็อปป์ให้คำมั่นว่าจะอยู่คุมทีม ลิเวอร์พูล ไปจนถึงหมดสัญญาอย่างแน่นอน “ผมจะอยู่กับ ลิเวอร์พูล ไปอีก 4 ปี ถ้าพวกเขาไม่ปลดผมออกจากตำแหน่งเสียก่อน”

คล็อปป์” อาจจะหันไปรับงานคุมทีมชาติเยอรมัน

โดยที่ผ่านมามีข่าวว่าหลังจากหมดสัญญา นั้นคล็อปป์อาจจะหันไปรับงานคุมทีมชาติเยอรมันต่อไป ทว่าหากย้อนไปเมื่อปี 2019 เจ้าตัวเคยเผยกับนิตยสาร “Kicker” ถึงอนาคตของตนเองว่า “ผมเป็นคนที่มีพลังงาน แต่ผมมีปัญหาหนึ่งที่สำคัญ คือ ผมไม่สามารถทำอะไรแบบครึ่งๆกลางๆได้

ดังนั้นมี 2 ทางเลือก นั่นก็คือ ทุ่มเททำทุกอย่าง กับไม่ทำอะไรเลย ซึ่งถ้าหากว่าผมตัดสินใจที่จะไม่ทำอะไรเลยนั้น ผมจะหยุดพักจากวงการฟุตบอลเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และหลังจากการหยุดพัก ผมก็ต้องตัดสินใจอีกครั้งว่าผมจะกลับมาทำงานหรือไม่ แต่ผมก็มั่นใจว่าพลังงานของผมจะกลับมา และพร้อมจะทำหน้าที่อีกครั้ง”

ทั้งนี้คล็อปป์ยังมีสิทธิ์พา ลิเวอร์พูล ทำสถิติเป็นแชมป์ลีกที่สามารถเก็บแต้มได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์หากพวกเขาเก็บชัยได้ในอีก 3 เกมที่เหลือของซีซั่นซึ่งจะพบกับ อาร์เซน่อล, เชลซี และนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ระบุลูกทีมควรจะเป็นฝ่ายเก็บชัยเหนือ เบิร์นลี่ย์ ในเกมที่เสมอกัน 1-1 พร้อมชม ยิค โป๊ป ว่ามีฟอร์มที่น่าประทับใจ

ลิเวอร์พูล ของคล็อปป์ หยุดสถิติการชนะในลีกที่สนาม แอนฟิลด์ ติดต่อกันไว้ 24 เกม พร้อมหยุดสถิติชนะ 17 นัดติดต่อกันในบ้านฤดูกาลนี้ หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พวกเขาทำได้แค่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ 1-1 แม้ว่าจะเป็นฝ่ายทำประตูได้ก่อน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน นาที 34 ทว่าถูกตามตีเสมอจาก เจย์ โรดริเกวซ นาที 69

คล็อปป์

ในเกมดังกล่าว “หงส์แดง” มีโอกาสยิงมากถึง 23 ครั้ง เข้ากรอบ 8 ครั้ง โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีโอกาสยิงคนเดียว 6 ครั้ง แต่ได้มาเพียง 1 ประตู ขณะที่ เบิร์นลี่ย์ มโอกาสยิงเพียง 6 ครั้ง และได้ 1 ประตู

จากผลการแข่งขันนี้ส่งผลให้ลูกทีมของคล็อปป์ เก็บเพิ่มได้เป็น 93 คะแนนจาก 35 ครั้ง โดยเหลือการแข่งขันอีก 3 เกมของซีซั่น ซึ่งหากพวกเขาอยากทำลายสถิติการเป็นแชมป์โกยแต้มมากที่สุด ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำไว้ 100 คะแนนเมื่อปี 2017-18 พวกเขาต้องเก็บชัยให้ได้ทั้งหมด 3 เกมเท่านั้น

คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์ถึงฟอร์มในนัดที่ผ่านมา

หลังการแข่งขันคล็อปป์ กุนซือ “หงส์แดง” ให้สัมภาษณ์ถึงฟอร์มในนัดที่ผ่านมาว่า “ในหลายๆจังหวะที่ ลิเวอร์พูล เจอกับ นิค โป๊ป เขามักจะทำได้ดีมากๆ แต่เราควรจะทำประตูให้ได้มากกว่านี้ โดยเราทำทุกอย่างได้ถูกต้อง และเขา (โป๊ป) ก็เซฟได้มากมาย แต่ในท้ายที่สุดเราควรจะมีสกอร์มากกว่านี้

คล็อปป์

“เราไม่สามารถปิดเกมได้ และพวกเขาก็ได้ช่วงเวลาของตัวเองกลับมา ซึ่งมันรู้สึกเหมือนกับว่าเราแพ้ในเกมนี้มากกว่าเสมอ โดยเราควรจะต้องกลับไปดูการเล่นของเราให้ดีกว่านี้ แน่นอนเราโมโหกรรมการ (ที่ไม่ให้จุดโทษ) แต่อย่างไรก็ตามเราควรที่จะโทษตัวเองก่อนที่ไม่สามารถปิดเกมนี้ได้ โดยทีมทำได้ถูกต้อง 99% แต่ผมจะไม่หยุดตำหนิลูกทีมใน 1% ที่เหลือซึ่งพวกเขาผิดพลาด” คล็อปป์กล่าวปิดท้าย

ด้าน ฌอน ไดซ์ กุนซือ เบิร์นลี่ย์ กล่าวถึงเกมที่ผ่านมาว่า “เราตั้งเกมรรับได้ดี และ โป๊ป ผู้รักษาประตูของเราก็เซฟได้อย่างยอดเยี่ยม โดยจริงๆพวกเขาเป็นฝ่ายที่ทำได้ดี และเราไม่สามารถหยุดพวกเขาไว้ได้เลยในช่วงครึ่งแรก ทำให้ครึ่งหลังผมได้บอกกับลูกทีมว่าไม่ต้องกดดัน และเล่นไปตามธรรมชาติซึ่งส่งผลให้เรามีช่วงเวลาที่ดี และเกือบได้ 3 คะแนนจากทีมที่ระดับท็อปหลังการยิงไปชนคาน”

ทั้งนี้โปรแกรมต่อไป ลิเวอร์พูล จะพบกับ อาร์เซน่อล ที่สนาม เอมิเรสต์ สเตเดี้ยม วันที่ 15 กรกฎาคมนี้

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงชม เมสัน กรีดวู้ด แนวรุกดาวรุ่งว่าเป็นผู้เล่นที่ทีมจะขาดไปไม่ได้ในขณะนี้ และเชื่อว่ามีอนาคตที่สดใสรออยู่

ชื่อของกรีดวู้ด วัย 18 ปี ได้รับการพูดถึงอย่างมากตั้งแต่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019-20 กลับมาแข่งขันกันอีกครั้ง เนื่องจากเจ้าตัวระเบิดฟอร์มเก่งด้วยการยิงไปแล้ว 3 เกมติดต่อกันในลีก หลังล่าสุดกดเพิ่ม 1 ประตูในนัดที่บุกชนะ แอสตัน วิลล่า 3-0 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา

กรีดวู้ด

ส่งผลให้กรีดวู้ด ทำสถิติเป็นนักเตะซึ่งมีอายุ 18 ปีหรือต่ำกว่าซึ่งสามารถยิงในพรีเมียร์ลีก 3 เกมติดต่อกันเป็นคนที่ 4 ต่อจาก แดนนี่ คาร์มาดาเทรี่, ไมเคิ่ล โอเว่น และฟรานซิส เจฟเฟอร์ส รวมถึงเป็นผู้เล่น “ปีศาจแดง” ซึ่งอายุไม่ถึง 20 ปี คนที่ 2 ของสโมสรที่สามารถยิงเกมพรีเมียร์ลีก 3 นัดติดต่อกัน ต่อจาก เวย์น รูนี่ย์ เมื่อปี 2005

และจากผลงานที่โดดเด่นส่งผลให้มีข่าวว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษ เตรียมเรียกตัวกรีดวู้ด ขึ้นมาเล่นในทีม “สิงโตคำราม” ชุดใหญ่เร็วๆนี้

กระทั่งหลังเกมที่ “ปีศาจแดง” ถล่ม แอสตัน วิลล่า 3-0 โซลชา ได้ระบุถึงฟอร์มของกรีดวู้ด ในช่วงที่ผ่านมาว่า “ผมได้ช่วยเหลือเขาบ้างในบางอย่าง แต่เขาต้องทำมันเองทั้งเรื่องการโชว์ฟอร์ในการฝึกซ้อม, ผลงานในสนาม รวมถึงการใช้ชีวิต ซึ่งมันขึ้นอยู่กับเขาว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน”

กรีดวู้ด

“กรีดวู้ด” เพิ่งอายุ 18 ปี และแน่นอนว่าเขาจะทำได้ดีกว่านี้

“โดยกรีดวู้ด เพิ่งอายุ 18 ปี และแน่นอนว่าเขาจะทำได้ดีกว่านี้อีก โดยเขาคือนักฟุตบอลที่เป็นธรรมชาติ และอยู่กับอคาเดมี่ของเรามาตั้งแต่สมัยเยาวชน ก่อนหน้านี้คุณพ่อของเขาได้โชว์รูปที่ผมถ่ายกับเขาตอนที่กรีดวู้ด มีอายุ 7 ขวบ โดยเขารู้ว่าทุกคนในทีมเชื่อในตัวเขา และคุณไม่สามารถที่จะปล่อยนักเตะคนนั้นๆออกจากทีมไปได้ หากเขาคือคนผลิตสกอร์เป็นจำนวนมาก ซึ่งกรีดวู้ด ทำเช่นนั้น”

นอกจาก โซลชา แล้ว ดาบิด เด เคอา ผู้รักษา ประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ออกมาชื่นชมกรีดวู้ด ว่า “เขาคือผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม และเป็นมีการจบสกอร์ในระดับท็อป คุณไม่มีทางรู้เลยว่าจริงๆแล้วเขาถนัดเท้าซ้าย หรือเท้าขวา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าประทับใจในการเห็นแข้งอายุน้อยยิงประตูที่สวยเหมือนในเกมที่ผ่านมา ซึ่งเราต้องใจเย็นกับเขาในช่วงหลังจากนี้ เพราะเขายังมีอายุน้อยอยู่”

สำหรับกรีดวู้ด ทำไปแล้ว 18 ประตูกับ 5 แอสซิสต์จากการลงสนาม 44 นัดรวมทุกรายการในฤดูกาลนี้

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล