หากพูดถึงมหกรรมฟุตบอลโลกนั้น แน่นอนว่าเป็นมหกรรมฟุตบอลที่แฟนบอลทั้งโลกรอคอย ซึ่งมหกรรมฟุตบอลโลกนั้นมีกระแสตอบรับที่ดีในทุกๆปี รวมไปถึงมหกรรมฟุตบอลโลกปี 2006 ที่จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งมีเหตุการณ์ต่างๆให้พูดถึงมากมาย แต่ไฮไลท์ของฟุตบอลโลกในครั้งนั้น ไม่ใช่การคว้าแชมป์ของทีมชาติอิตาลี แต่เป็นเหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก ในนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกครั้งนั้น วันนี้เราจะย้อนเวลากลับไปในมหกรรมฟุตบอลโลกปี 2006 ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร

ฟุตบอลโลกปี 2006

เหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 2006

เหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก นั้นเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 2006 ในนัดชิงชนะเลิศ โดยเป็นการมาเจอกันของ 2 ยอดทีมแห่งยุโรป ทีมชาติฝรั่งเศสที่นำทัพมาโดย ซีเนอร์ดีน ซีดาน จอมทัพมากประสบการณ์ ที่ประกาศกร้าวจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเพื่อปิดฉากอาชีพฟุตบอลของเขา โคจรมาพบกับทีมชาติอิตาลี ที่แน่นไปด้วยเหล่าซุปเปอร์สตาร์ทุกตำแหน่ง เรียกได้ว่าเป็นฟุตบอลคู่หยุดโลกก็ว่าได้ โดยเกมในนัดนั้นเหมือนว่าจะเป็นใจให้กับ ซีเนอร์ดีน ซีดาน โดยเขายิงประตูขึ้นนำให้กับทีมชาติฝรั่งเศสในช่วงต้นเกม แต่แล้วทีมชาติอิตาลีก็ได้ความเก๋าเกมของ มาร์โก มาเตรัซซี่ ยิงประตูตีเสมอ จนต้องต่อเวลาพิเศษ

ฟุตบอลโลกปี 2006

และในช่วงต่อเวลาพิเศษนี่เองที่เป็นฝันร้ายของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน แทนที่มันจะเป็นการปิดฉากอาชีพที่สวยงามของเขา แต่กลับกลายเป็นวันที่ มาร์โก มาเตรัซซี่ กลายเป็นฮีโร่ โดยขณะที่เกมในสนามกำลังสนุกและสูสี มาร์โก มาเตรัซซี่ ได้เข้าไปยั่วยุ ซีเนอร์ดีน ซีดาน โดยใช้วาจาที่หยาบคายกล่าวล่วงเกินคุณแม่และพี่สาวของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน ทำให้ซีดานทนไม่ไหว เอาหัวโขกเข้าไปที่หน้าอกของ มาร์โก มาเตรัซซี่ จนเกิดเป็นเหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ ซีเนอร์ดีน ซีดาน โดนไล่ออกจากสนามทันที และส่งผลให้ทีมชาติฝรั่งเศสแพ้ทีมชาติอิตาลีในการดวลลูกจุดโทษในท้ายที่สุด

ฟุตบอลโลกปี 2006

ฝันร้ายของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน ฟุตบอลโลกปี 2006

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นนับว่าเป็นฝันร้ายที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน แทนที่เขาจะได้ปิดฉากอาชีพนักฟุตบอลอย่างสวยหรู กลับต้องมาเป็นผู้ร้ายในสายตาของแฟนบอล เนื่องจากเป็นตัวการทำให้ทีมเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน ทำให้ทีมพ่ายแพ้ไปในที่สุด และถึงแม้ว่าเหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก จะผ่านมานานกว่า 14 ปีแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงเป็นที่พูดถึงของแฟนบอลทั่วโลกจากวันนั้นจนถึงทุกวันนี้

ประวัติ ซีเนอร์ดีน ซีดาน
ติดตามข่าวบอลที่คุณไม่ควรพลาดได้ที่นี่

Posted in ข่าวกีฬา, ข่าวฟุตบอล

ฟุตบอลโลกปี 2002 กับเหตุการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า ” โกงบันลือโลก “

                แฟนบอลทั่วทั้งโลกนั้นต่างก็รอคอยมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อย่างฟุตบอลโลก และใน ฟุตบอลโลกปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมมาถึง นับว่าเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกได้เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย และมีการจัดแบบเจ้าภาพร่วม โดยแฟนบอลทั่วโลกก็ต่างตื่นเต้นและดีใจ แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งโลกเนื่องจากคำตัดสินหรือสิ่งต่างๆ ต่างเอื้ออำนวยให้กับทีมเจ้าภาพร่วมอย่างเกาหลีใต้จนน่าเกลียด วันนี้เราจะมาย้อนดูว่าเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่กล่าวมาจะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง

ฟุตบอลโลกปี 2002

                เมื่อ ฟุตบอลโลกปี 2002 รอบ 16 ทีมสุดท้าย โคจรมาถึงเป็นการพบกันของยอดทีมจากยุโรปปอย่าง อิตาลี พบกับเจ้าภาพร่วมอย่างเกาหลีใต้  ต้องบอกได้ว่าเกมนั้น นักเตะฝั่งเจ้าภาพอย่างเกาหลีใต้เล่นได้อย่างสกปรก และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างแฟนบอลทั่วโลก เนื่องจากนักเตะฝั่งเกาหลีใต้ได้เข้าปะทะหนัก เล่นนอกเกมกับนักเตะอิตาลีอยู่หลายจังหวะ จนถึงขั้นมีนักเตะอิตาลี เลือดตกยางออก แต่ผู้ตัดสินในเกมนั้น แจกใบเหลืองให้นักเตะเกาหลีใต้ไปเพียงแค่ 2 ใบเท่านั้น หนำซ้ำยังไม่พอ ผู้ตัดสินยังแจกใบเหลืองใบที่สองให้กับนักเตะอิตาลีอีกด้วย สุดท้ายอิตาลีที่มีผู้เล่นน้อยกว่าต้องตกรอบพ่ายแพ้ไป ด้วยประตู 2-1 ในกฎโกลเด้นโกล

ฟุตบอลโลกปี 2002

                ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ฟุตบอลโลกปี 2002 รอบ 8 ทีมสุดท้าย เกาหลีใต้พบกับกระทิงดุสเปน นักเตะเกาหลีใต้และทีมผู้ตัดสินยังทำงามใส้ เช่นเดิม เมื่อสัญญาณนกหวีดเริ่มขึ้นเกาหลีใต้ได้เข้าปะทะอย่างหนักหน่วง แต่ก็ไม่ได้มีบทลงโทษที่รุนแรงจากผู้ตัดสิน และถึงแม้ว่า สเปนจะส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 2 ครั้ง 2 ครา แต่ทางผู้ตัดสินก็ปฏิเสธทุกครั้ง โดยบอกว่า ฟาล์วบ้างบอลออกไปแล้วบ้าง สุดท้ายก็เป็นทีมเจ้าภาพอย่างเกาหลีใต้ที่เอาชนะสเปนไปได้ ด้วยการดวลจุดโทษตัดสิน เข้ารอบรองชนะเลิศไปได้ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอลทั่วโลก

ฟุตบอลโลกปี 2002

                การแข่งขันและการตัดสินที่อัปยศสิ้นสุดลงไปเมื่อ ฟุตบอลโลกปี 2002  เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ โดยเกาหลีใต้ได้โคจรมาพบกับอินทรีเหล็กเยอรมัน โดยก่อนเกมนั้นเยอรมันทำการบ้านมาค่อนข้างดี โดยสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันยื่นเรื่องให้กับฟีฟ่าว่าหากฝั่งเยอรมันได้รับการตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม จะทำการฟ้องร้องสหพันธ์ฟุตบอลเกาหลีใต้ ผู้ตัดสิน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้นเกมดำเนินไปได้อย่างขาวสะอาด เมื่อจบเกมฝั่งเจ้าภาพเกาหลีใต้ต้านทานไม่ไหว แพ้ทีมชาติเยอรมันไปด้วยผลสกอร์ 1-0 จบตำนานเหตุการณ์โกงบันลือโลก

Posted in ข่าวฟุตบอล

เหตุผลหลักๆที่นักเตะหลายคนไม่อยากเล่นที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

หากจะพูดถึงลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกแล้วละก็ แฟนบอลหลายๆคนคงจะต้องนึกถึง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นลีกที่ทั่วโลกให้การจับตามอง อีกทั้งมีนักเตะฝีเท้าดีมากมายมาค้าแข้งอยู่ในเวทีพรีเมียร์ลีกอังกฤษ จนมีวลีติดปากที่นักฟุตบอลระดับตำนานหรือคอมเมนเตเตอร์ฟุตบอลหลายๆคนชอบพูดว่า “หากจะพิสูจน์ฝีเท้าว่าตัวเองเก่งจริงหรือไม่ ต้องมาเล่นที่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ”  แต่ก็ใช่ว่านักเตะทุกคนจะสนใจในการมาค้าแข้งในประเทศอังกฤษ วันนี้เราจะมาดูกันว่าทำไมนักเตะหลายๆคนจึงไม่อยากมาเล่นที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

พรีเมียร์ลีก

เหตุผลข้อแรกคือสไตล์การเล่น ต้องยอมรับว่า สไตล์ฟุตบอลอังกฤษนั้นต่างจากลีกดังๆต่างๆทั่วโลก โดยพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นั้นเน้นความแข็งแกร่งของสภาพร่างกายและการเข้าบอลที่หนักหน่วง ทำให้นักเตะชื่อดังหลายๆคน ไม่อยากเอาตัวเองมาเสี่ยงเพราะกลัวหายเจ็บกลับมาแล้วจะไม่เหมือนเดิม หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้ ซึ่งก็มีนักเตะฝีเท้าดีหลายคนที่ไม่สามารถปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษได้ จนไม่สามารถกลับไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพได้

พรีเมียร์ลีก

เหตุผลข้อที่สอง คือโปรแกรมการแข่งขันที่ถี่มากเกินไป ต้องยอมรับว่า เสน่ห์ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่แตกต่างจากลีกฟุตบอลชั้นนำของประเทศอื่นๆ นั่นก็คือ บ็อกซิ่ง เดย์ โดยเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่เวลาพักค่อนข้างน้อย มีโปรแกรมการแข่งขัน 3-4 นัดใน 1 สัปดาห์ ซึ่งจะตรงกับช่วง ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของทุกๆปี นั่นหมายความว่า ที่ประเทศนั้นอังกฤษไม่มีการเบรกหนีหนาว ทำให้นักเตะไม่สามารถกลับบ้านไปฉลองคริสมาสต์กับครอบครัวได้

เหตุผลสุดท้าย ภาษี แน่นอนว่าเรื่องเงินๆทองๆนั้น ไม่เข้าใครออกใคร รวมไปถึงวงการฟุตบอล โดยพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีอัตราการเก็บภาษีนักเตะต่างชาติสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาลีกชั้นนำของยุโรป โดยลีกที่ได้รับความนิยมใกล้เคียงกับพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น ลาลีก้า สเปน หรือ กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี มีอัตราการเก็บภาษีนักเตะต่างชาติ แค่เพียง 43 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

พรีเมียร์ลีก

ต้องบอกก่อนว่าเหตุผลที่กล่าวมานั้น ไม่ได้ตัดสินว่าพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นั้นไม่ดี เพียงแต่ว่าเป็นเหตุผลหลักๆที่นักเตะและโค้ชหลายๆคนเคยพูดถึง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีนักเตะฝีเท้าดีหลายคนที่สมัครใจมาเล่นที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ และประสบความสำเร็จในอาชีพฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ เพราะสุดท้ายแล้ว การเลือกว่าเราจะเล่นในลีกไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวของนักเตะเอง

Posted in ข่าวฟุตบอล

จุดล่มสลายของอาณาจักร กาลาติกอส ความฝันที่พังทลายของแฟนบอลราชัน

                เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงจากประเทศสเปน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน บอกว่าเป็นสโมสรอันดับ 1 ของโลกก็ว่าได้ โดยนักเตะฝีเท้าดีๆต่างก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยแฟนบอลราชา และแฟนบอลทั่วโลก ได้ให้สมญานามว่ากาลาติกอสวันนี้เราจะมาพูดถึงจุดเริ่มต้นและจุดล่มสลายของ กาลาติกอส

กาลาติกอส

                โปรเจค กาลาติกอส เกิดจากไอเดียของ ท่านประธานสโมสรของเรอัลมาดริด อย่าง ฟอเลนติโน่ เปเรซ ที่จะนำเหล่าซุปเปอร์สตาร์ลูกหนังทั่วโลกมาอยู่ในทีมเดียวกัน  โดยโปรเจคนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2000 โดยนักเตะคนแรก ที่เรอัล มาดริด ดึงตัวเข้ามาเสริมทัพนั้นคือ หลุย ฟิโก้ จากนั้นก็ตามมาด้วย ซีเนอดีน ซีดาน , โรนัลโด้ , เดวิด เบคแฮม เมื่อมารวมตัวกับ ซุปเปอร์สตาร์ที่มีอยู่แล้วอยู่ในทีม อย่าง อิเคย์ คาซิยาส , โรเบโต้ คาร์ลอส รวมไปถึง ราอูล กอนซาเลซ ทำให้ เรอัล มาดริดในยุคนั้น เป็นทีมที่อุดมไปด้วยนักเตะซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก กองเชียร์เต็มสนาม ส่งผลให้รายรับของสโมสรเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสปอนเซอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงฐานแฟนบอลที่มากขึ้นทั่วโลก ทำให้ไม่มีที่ไหนในโลก ไม่รู้จักทีม เรอัล มาดริด

กาลาติกอส

                เรอัล มาดริด กอบโกยเงินมากมายจากฐานแฟนบอลที่มีมากขึ้นทั่วโลก ทำให้ทีมเรอัล มาดริด มีเกมส์ที่จะต้องเดินทางไปอุ่นเครื่องช่วงปรีซีซั่น อยู่หลายแห่งทำให้นักเตะเกิดอาการล้า จนส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน เท่านั้นยังไม่พอ นักเตะที่มีฝีเท้าดีแต่ชื่อเสียงไม่ได้ดังเท่าเหล่าซุปเปอร์สตาร์ ถูกปล่อยตัวพ้นทีม เนื่องจากท่านประธาน ฟอเรนติโน่ เปเรซ มองว่า เรอัล มาดริด จะให้ค่าเหนื่อยสูงๆกับนักเตะที่สามารถมีมูลค่าทางการตลาดเท่านั้น จนลืมไปว่านักเตะแนวรับฝีเท้าดี แต่ไม่ได้มีชื่อเสียง ก็สำคัญมากเช่นเดียวกันในเวลาลงแข่งขัน เมื่อประธานสโมสรมองถึงเรื่องธุรกิจเป็นสำคัญ จนละเลยการแข่งขันในสนาม ทำให้ผลงานของทีมเริ่มย่ำแย่ ตั้งแต่ปล่อยนักเตะแนวรับฝีเท้าดี ออกจากทีม บวกกับ เอาใจสปอนเซอร์ จนเกินเหตุ ทำให้นักเตะซุปเปอร์สตาร์ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหาร จนทยอยกันย้ายออกจากทีมไปทีละคน ทำให้เส้นทางของยุคกาลาติกอส สิ้นสุดที่เวลา เพียง 3 ปี

กาลาติกอส

แม้ว่ายุคกาลาติกอส จะสิ้นสุดไปนานแล้ว แต่ในยุคปัจจุบันนั้น สโมสร เรอัล มาดริด ได้กลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้งโดยเอาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน โดยท่านประธานอย่าง ฟอเลนติโน่ เปเรซ ได้สร้างกาลาติกอสขึ้นมาใหม่ โดยดึงดูดซุปเปอร์สตาร์จากทั่วทุกมุมโลก ให้มาอยู่ที่ เรอัล มาดริด และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยผลงานที่น่าชื่นชมของกาลาติกอสยุคที่ 2 คือ คว้าแชมป์ยุโรป ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมีสโมสรไหนในยุโรปทำได้มาก่อนนับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจากยูโรเปี้ยนคัพ มาเป็นยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์

Posted in ข่าวฟุตบอล

The English game : จุดกำเนิดวงการลูกหนังสมัยใหม่บน แผ่นฟิล์ม

The English game

โดย The English game เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับฟุตบอล ซึ่งจะมีอยู่ 6 ตอนด้วยกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าจะทำให้คนที่สนใจในประวัติศาสตร์ลูกหนัง ได้เข้าถึงฟุตบอลในยุคสมัยแรก ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นฟุตบอลที่เรารู้จักกันอยู่ทุกวันนี้และก่อนที่ฟุตบอล จะกลายมาเป็นหนึ่งในเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก หรือราว ๆ 4 พันล้านหัวทั่วโลก ในสมัยก่อนนั้น กีฬาฟุตบอลได้ถูกวางกฎต่าง ๆ โดยบรรดาผู้ดีชั้นสูงในเมืองอังกฤษ เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีในวงการลูกหนังว่า ทัวร์นาเมนท์ ‘เอฟเอ คัพ’ ถือเป็นรายการที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สำหรับการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1872 และหากนับจนถึงปัจจุบันแล้ว ถ้วยใบนี้ก็มีอายุเก่าแก่ถึง 148 ปีเลยทีเดียว

The English game

แรกเริ่มเดิมที ฟุตบอลเป็นกีฬาของชนชั้นสูงในสังคม และเขียนกฎกติกากันขึ้นมาเอง ก่อนที่ภายหลังได้มีการตั้งเป็นสมาคมเป็นเรื่องเป็นราวอย่าง ‘The Football Association’ หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม FA นั่นเอง ซ้ำยังมีคณะกรรมการบางคนในสมาคม ก็ส่งทีมของตัวเองลงแข่งขันเช่นกัน และเนื่องจากเป็นกีฬาที่มีวิธีการเล่นที่เรียบง่าย ลูกกลม ๆ เพียงลูกเดียว เสาโกล์สองฝั่งที่ไม่ต้องมีตาข่าย ทำให้ฟุตบอลถูกถ่ายทอดไปยังชนชั้นแรงงาน ที่ใช้แค่ไม้ปักดินมาเป็นเสาประตู ก็เล่นกันได้แล้ว โดยเฉพาะในแถบ ‘แลงคาเชียร์’ ที่ตั้งอยู่ทางเหนือ ซึ่งเป็นย่านของชนชั้นแรงงาน กติกาหลายอย่างยังไม่ชัดเจน รวมถึงระบบการเล่นและแท็กติกที่คล้ายกับกีฬารักบี้ ซึ่งหลาย ๆ ทีมของโรงเรียนในรัฐบาล ก็ยังเล่นกันแบบไม่ตรงกับกติกาเท่าไร

The English game

‘โอลด์ เอโตเนียนส์’ หรือ อีตัน (Eton) เป็นทีมที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของ FA ที่มีคณะกรรมการลงแข่งด้วย โดยทีมอีตันนั้น มีระบบการเล่นคือ 1-1-8 ซึ่งหากมาพูดในสมัยนี้มันอาจดูเป็นเรื่องตลก แต่ตอนนั้นมันคือเรื่องจริง ผสานกับแท็กติกโง่ ๆ เลยก็คือ ให้ผู้เล่นวิ่งเกาะกลุ่มกันไป 8 คน ผ่านบอลให้กันในระยะสั้นๆ และด้วยความที่นักเตะ อีตัน มีร่างกายที่ใหญ่ ถึก บึกบึน จึงได้ใช้ความได้เปรียบนี้ในการเล่นแท็กติกนี้ เหมือนเล่นรักบี้ยังไงยังงั้น เฟอร์กัส ‘เฟอร์กี้’ ซูเตอร์ นักฟุตบอลชาวสก็อตแลนด์ ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ว่า เป็นผู้ที่นำร่องของการเล่นแบบ ‘passing’ มาใช้ เพื่อต่อสู้กับการเล่นแบบ ‘สกรัม’ ของทีม อีตัน นั่นเอง ในสมัยนั้น FA มีกฎห้ามนักฟุตบอล เล่นฟุตบอลเป็นอาชีพ ห้ามรับค่าจ้าง ยกเว้นจะได้รับค่าจ้างนั้นจากการหยุดงานเพื่อเตะฟุตบอล จนกระทั่งในปี 1885 ทาง FA เปลี่ยนกฎให้มีนักฟุตบอลอาชีพได้ ฟุตบอลเริ่มมีการ ‘ย้ายทีม’ รวมถึงมีการรับ ‘ค่าเหนื่อย’ ซึ่ง เฟอร์กัส ‘เฟอร์กี้’ ซูเตอร์ คนนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้น

ท้ายที่สุดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจจะไม่ได้เหมาะกับแฟนลูกหนังทุกคน เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องนอกสนามเสียมากกว่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกีฬาฟุตบอล รวมถึงการดิ้นรนของบรรดาชนชั้นแรงงานในสังคมที่ถูกกดขี่ แต่อย่างน้อย ในช่วงที่ไม่มีฟุตบอลดูแบบนี้ หนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยให้เราได้หายคิดถึงฟุตบอลกัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, ข่าวอื่นๆ

บิสซาก้า vs อาร์โนลด์ ใครเป็นนักฟุตบอล กองหลังที่เก่งกว่ากัน

ในช่วงซัมเมอร์ 2019 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านช่วงเวลาหนึ่งของทีมฟุตบอล ผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายหลังจากพบความยากลำบากมาในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอล 2018-2019 นั้นก็เพราะภายหลังจาก ผู้จัดการทีมคู่บุญของทีม เซอร์อเล็กส์ เฟอร์กูสัน ได้โบกมืออำลาการคุมทีมไป ผีแดง ก็มีผู้จัดการทีมสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาคุมทีมฟุตบอลเรื่อยๆ แต่ผลงานการแข่งขันฟุตบอลก็ยังคงเอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยจะได้ ในช่วงกลางฤดูกาลแข่งขันฟุตบอล 2018-2019 ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โชเซ่ มูรินโญ่  ผู้จัดการทีมฟุตบอลอีก 1 คน ของทีมฟุตบอล ผีแดง ก็โดนสั่งปลด แล้วได้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มาคุมทีมฟุตบอลแทน ซึ่งก็ได้ผลดีอยู่พักหนึ่งจากนั้นผลงานก็กลับมาแย่อีก ผู้บริหารของทีมฟุตบอลออกมาตรการลดค่าเหนื่อย นักฟุตบอล เพื่อจะบีบให้ นักฟุตบอล ทุ่มเทกับการเล่นให้มากยิ่งขึ้น ๆ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายผลของการบีบนักฟุตบอลดังกล่าว กลับกลายเป็นว่านักฟุตบอลดี ๆ หลายคน เริ่มทยอยกันหันหลังหนีออกจากทีมฟุตบอล ผีแดง ที่ตอนนี้บรรยากาศไม่ค่อยจะดีนัก และทีม ผีแดง เอง ทำได้ดีที่สุดนั่นก็คือการใช้โอกาสในช่วงตลาดนักเตะเปิดซัมเมอร์ 2019 พยายามดึงตัวนักเตะฝีมือดีเข้ามาใช้ในทีมให้ได้มากที่สุด ด้วยความหวังว่า จะช่วยให้ทีมมีผลงานการแข่งขันฟุตบอลที่ดีขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือ อารอน วาน-บิสซาก้า  นักฟุตบอลกองหลังจากทีม ปราสาทเรือนแก้ว คริสตัลพาเลซ

นักฟุตบอล

โดย อารอน วาน-บิสซาก้า  ถือเป็นนักฟุตบอลเด็กปั้นจากทีมฟุตบอลเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปีของปราสาทเรือนแก้ว คริสตัลพาเลซ ซึ่งจากผลงานการเล่นฟุตบอลอันยอดเยี่ยมทำให้เขาได้ขยับขึ้นเล่นในทีมฟุตบอลชุดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ของ ปราสาทเรือนแก้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนักฟุตบอลที่สร้างกระแสได้อย่างมากในช่วงที่มีข่าวออกมาว่า ผีแดง ให้ความสนใจซื้อตัวนักฟุตบอลคนนี้ไปร่วมทีม และในที่สุดเขาก็ย้ายไปอยู่กับทีมฟุตบอล ผีแดง ด้วยราคาค่าตัวสูงถึง 49.5 ล้านปอนด์ ซึ่งหลังจากย้ายมาก็ทำผลงานการแข่งขันได้ดีกับทีมฟุตบอลใหม่อย่างมาก จนมักจะถูกนำไปเปรียบมวยกับ เทรนท์ อเล็กซานเฟอร์-อาร์โนลด์ นักฟุตบอลชื่อดังในตำแหน่ง ฟูลแบ็ก แห่งทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล ว่าใครเหนือกว่ากัน เพราะอีกฝ่ายก็ทำผลงานได้ดีกับทีมฟุตบอลตนเอง

นักฟุตบอล

ล่าสุดมีข่าวออกมาว่า พาทริค ฟาน อานโฮลท์ อดีตเพื่อนร่วมทีมฟุตบอลของ อารอน วาน-บิสซาก้า ขณะอยู่ที่ ปราสาทเรือนแก้ว คริสตัลพาเลซ ออกมาแสดงความเห็นสรุปได้ว่า นักฟุตบอลทั้งสองคนที่กล่าวมา ต่างก็มีความเก่งคนละแบบ เทรนท์ อเล็กซานเฟอร์-อาร์โนลด์ นั้น เก่งในเกมรุกมากกว่า แต่ในด้านเกมรับนั้น อารอน วาน-บิสซาก้า เหนือกว่ามาก และเกมรับเองก็สำคัญมากเลยในการเล่นฟุตบอลยุคนี้สมัยนี้

Posted in ข่าวฟุตบอล

โกรนิงเก้น ปั้นตัวท็อปทั้งนั้น! รวมนักเตะระดับโลกที่เคยผ่านการค้าแข้งกับสโมสรโกรนิงเก้น

แฟนบอลที่ติดตามฟุตบอลมาอย่างยาวนาน น่าจะพบทราบกันดีอยู่แล้วว่า เอดิริวีซี่ ลีก ของประเทศเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นแหล่งปลุกปั้นนักเตะระดับโลก ออกไปสู่วงการลูกหนังมากมาย โดยเฉพาะจาก อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดำ , พีเอสวี ไฮโอเฟ่น และเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม สโมสรระดับยักษ์ใหญ่ของประเทศที่มักจะปลุกปั้นนักเตะให้ไปค้าแข้งกับทีมใหญ่เป็นประจำ แต่เชื่อเลยว่าแฟนบอลน้อยคนนักที่จะรู้จักสโมสร เอฟซี โกรนิงเก้น สโมสรเล็กๆของประเทศ ที่ซึ่งเคยปลุกปั้นนักเตะระดับมาโลกมาแล้วเช่นกัน แต่จะมีใครบ้างนั้น มาติดตามไปพร้อมๆกันได้เลยครับ

โกรนิงเก้น

เวอร์จิล ฟานไดค์เอฟซีโกรนิงเก้น จัดการดึงตัว เวอร์จิล ฟานไดค์ เด็กปั้นของสโมสรวิลเลี่ยม ทเว อีกหนึ่งทีมเล็กๆของประเทศมาร่วมทีม พร้อมมอบโอกาสในการลงสนามเกมฟุตบอลอาชีพเป็นนัดแรกให้กับเจ้าตัว ซึ่งในเวลานั้นฟอร์มของเวอร์จิล ฟานไดค์ ไม่ได้โดดเด่นเท่าไรนัก แต่อย่างไรก็ตาม เซลติก ยอดทีมจากสก็อตแลนด์ ก็ยังยอมควักเงิน 2.6 ล้านปอนด์ ดึงตัวแนวรับรายนี้ไปร่วมทัพ และเวอร์จิล ฟานไดค์ ใช้เวลากับเซลติก 2 ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับเซาแธมป์ตัน ที่มีรุ่นพี่อย่างโรนัลด์ คูมัน เป็นกุนซืออยู่ และที่นี่เองเจ้าตัวฉายแววการเป็นกองหลังระดับท็อปออกมา จนเข้าตาทีมยักษ์ใหญ่หลายทีม และสุดท้ายเป็นลิเวอร์พูลที่คว้าตัวไปร่วมทัพได้สำเร็จ พร้อมได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้ว

โกรนิงเก้น

หลุยส์ ซัวเรส – กองหน้าชาวอุรุกวัยรายนี้ ย้ายจากนิซิอองนาล สโมสรบ้านเกิดของเขา มาร่วมทัพ เอฟซีโกรนิงเก้น ในปี 2006 ซึ่งในขณะนั้นหลุยส์ ซัวเรส มีอายุเพียง 19 ปี และมีปัญหากับปรับตัวอย่างมาก ก่อนจะใช้เวลาเกือบครึ่งฤดูกาลปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลยุโรปจนได้ และเมื่อถึงเวลานั้น เจ้าตัวก็จัดการผลิตประตูให้กับต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง จนทางอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ตัดสินใจคว้าตัวไปร่วมทีม และที่นี่เองที่เจ้าตัวแสดงความเป็นสุดยอดดาวยิงออกมาอย่างชัดเจน ก่อนจะย้ายไปเป็นเดอะแบกของลิเวอร์พูล และล่าสุดหลุยส์ ซัวเรส กำลังค้าแข้งอยู่กับบาร์เซโลน่า พร้อมพาทีมกวาดแชมป์ไปแล้วมากมาย

โกรนิงเก้น

อาร์เจน ร็อบเบน – ปีกหัวโล้นความเร็วจัดรายนี้ ถือเป็นนักเตะที่มาจากทีมระดับเยาวชนของเอฟซีโกรนิงเก้นเลยทีเดียว และได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่อย่างรวดเร็ว ในปี 2000 ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น ลงเล่นให้ทีมไปทั้งสิ้น 52 นัด ก่อนจะย้ายไปอยู่ยักษ์ใหญ่ของประเทศอย่าง พีเอสวี ไฮโอเฟ่น ในปี 2002 ก่อนย้ายไปร่วมกับทีมยักษ์ใหญ่ระดับโลกอีก 3 สโมสร ได้แก่ เชลซี , เรอัล มาดริด และบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเจ้าตัวก็จัดการกวาดถ้วยแชมป์ร่วมกับทุกสโมสรที่ค้าแข้งมาโดยตลอด ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดไปเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว

Posted in ข่าวกีฬา

บทวิเคราะห์ ปีแรกของ แฟรงค์ แลมพาร์ด กับ เชลซี มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

แม้จะยังไม่สิ้นสุดฤดูกาลจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ทำให้เกมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก จำเป็นต้องมีการเลื่อนออกไป แต่อย่างไรก็ตามการเริ่มต้นคุมทัพสิงห์บลูของกุนซือหนุ่มอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตแข้งระดับตำนานขอสโมสร ก็จะกำลังจะครบขวบปีเข้าแบบพอดิบพอดี เชื่อว่าแฟนบอลของเชลซีหลายๆคน จะพึงพอใจในตัวของกุนซือคนใหม่รายนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว เราลองมาดูกันดีครับ ว่าปีแรกของแฟรงค์ แลมพาร์ด กับการคุมทีมอย่างเชลซี สโมสรแห่งนี้ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

แฟรงค์ แลมพาร์ด

การให้โอกาสเหล่าดาวรุ่งภายในทีมมากยิ่งขึ้น – สิ่งที่เราได้อย่างชัดเจนในการคุมทัพของแฟรงค์ แลมพาร์ด นั่นก็คือการให้โอกาศบรรดาดาวรุ่งในทีมชุดใหญ่นั่นเอง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แฟนบอลไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนักกับเชลซี แต่เพราะปัญหาเรื่องโทษแบนซื้อนักเตะนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามแฟรงค์ แลมพาร์ด ไม่แค่ได้เพียงให้โอกาสเท่านั้น แต่กลับใช้เหล่าดาวรุ่งเป็นแกนหลักของทีมเลยทีเดียว นักเตะอย่าง แทมมี่ อับราฮัม , เมสัน เมาท์ , ฟิกาโย โทโมริ , รีซ เจมส์ และคัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย ถือนักเตะดาวรุ่งที่ถือว่าแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวเลยทีเดียว

แฟรงค์ แลมพาร์ด

นักเตะเล่นตามได้ตามแผนแบบไม่มีปริปากบ่น – แน่นอนว่าการให้เหล่านักเตะดาวรุ่งขึ้นมาเป็นกำลังหลักของสโมสรแบบนี้ ย่อมทำให้บรรดานักเตะซีเนียร์หลายๆคน ถูกเบียดลงไปนั่งเป็นตัวสำรองอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะในรายของ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าตัวเก๋า ดีกรีแชมป์โลก 2018 กับฝรั่งเศส ที่ถูก แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งของทีมเบียดจนตกกระป๋อง ตกเป็นตัวสำรองอยู่หลายนัด แต่อย่างไรก็ตาม โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กลับไม่มีปริปากบ่นซักคำ และพร้อมทำหน้าของตนอยู่เสมอ ยามได้รับโอกาสลงสนาม

แฟรงค์ แลมพาร์ด

ปัญหาระหว่างนักเตะและผู้จัดการทีมแทบจะไม่มีให้เห็น – เชลซี ถือเป็นอีกสโมสรที่มีเหล่ากุนซือมากฝีมือหลายต่อหลายรายหมุนเวียนกันเข้ามาคุมทัพ แต่ก็ไม่เคยมีใครอยู่ได้นานเลย ซึ่งแทบทุกคนล้วนจะปัญหาเหล่านักเตะภายในทีมทั้งสิ้น จนต้องจำใจย้ายไปคุมทัพกับสโมสรอื่น ซึ่งที่ผ่านปัญหาระหว่างนักเตะและผู้จัดทีมของเชลซี มักจะมีข่าวออกมาให้เห็นกันบ่อยครั้ง แต่น่าใจเป็นมาก เพราะเมื่อแฟรงค์ แลมพาร์ด ก้าวขึ้นมาคุมทัพสิงห์บลู ปัญหาดังกล่าว ไม่เคยหลุดออกมาให้เห็นเลย แม้แต่ครั้งเดียว

Posted in ข่าวฟุตบอล

บทวิเคราะห์ 3ปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้ทัพตราหมี เขี่ย หงส์แดง ออกจากเวทีแชมป์เปี้ยนลีก
ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลจะพ่ายแพ้ไปก่อนในนัดแรกด้วยสกอร์ 1-0 แต่ในค่ำคืนนี้ แอตเลติโก มาดริด ก็ถือว่าเจอปัญหาอยู่ไม่ใช่น้อยเมื่อเขาต้องบุกไป แอนฟิลด์ ของลิเวอร์พูล สนามที่ขึ้นชื่อว่าโหดหิน ที่สุดเป็นอับดับต้นๆของโลก ด้วยบรรยากาศและมนต์ขลัง เสียงตะโกนโห่ร้องของบรรดาสาวกเดอะค็อปที่คอยส่งเสียงให้กำลังทีมรักอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งโครตทีมอย่างบาร์เซโลน่า ก็เคยพลาดท่ามาแล้ว ในฤดูกาลก่อน แต่ช้าก่อน! เรากำลังเสนอ 3 ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ แอตเลติโก มาดริด บุกพังลิเวอร์พูล คาถิ่นแอนฟิลด์!

ความเขี้ยวลากดินของกุนซืออย่างเดอิโก ซิเมโอเน่ – อย่างที่ทุกคนต่างรู้กันดีว่า กุนซือชาวอาร์เจนไต ผู้นี้เก่งและขึ้นชื่อขนาดไหนในเรื่องบอลที่ต้องรักษาผลสกอร์ นอกจากนี้ซิเมโอเน่ ยังเก่งในเรื่องแทคติคเกมรับที่เหนียว ยากมากที่จะเจาะเข้าไปได้ รวมถึงแทคติคลูกตุกติก เล็กๆน้อยๆ การเข้าบอลหนักหน่วง ที่เขาจะสั่งให้ลูกทีมของเขาทำ เพื่อปั่นป่วนนักเตะของหงส์แดงจนเสียสมาธิ และที่สำคัญที่สุด เดอิโก ซิเมโอเน่ เชี่ยวชาญอย่างมากในเรื่องของเกมจิตวิทยา การปลุกใจลูกทีม รวมมถึงการรับมือสถานการณ์กดดันต่างๆ อย่างที่เราเห็นมาแล้วในเกมแรก ที่ซิมิโอเน่ ปลุกกองเชียร์ของสาวกตราหมีให้ลุกฮือขึ้นมา จนผู้เล่นลิเวอร์พูลขวัญกระเจิงกันเลยทีเดียว

การขาดผู้เล่นตัวหลักของลิเวอร์พูล – เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเกมนี้ อลิซอน เบคเกอร์ ผู้รักษาประตูตัวเก่งของลิเวอร์พูล ประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บและไม่สามารถลงสนามช่วยทีมได้ ทำให้ต้องใช้ อาเดรียน ผู้รักษาประตูมือ 2 ชาวสแปนิช ลงสนามแทน ซึ่ง 2 นัดล่าสุดที่อาเดรียนลงสนาม เขาก็ยังดูไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไรนัก ด้วยเหตุนี้ทัพตราหมีต้องพยายามทำประตูให้ได้ เพราะหากทำได้ ก็แทบจะปิดประตูเข้ารอบของลิเวอร์พูลได้เลย ยิ่งไปกว่านักเตะคนสำคัญอย่างกัปตันทีม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ แอนดรูว โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายตัวเก่ง ก็ยังไม่ฟิตสมบูรณ์ ไม่แน่ใจว่าจะมาสามารถลงสนามช่วยทีมได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหากขาด 2 ผู้เล่นรายนี้ไป แอตเลติโก มาดริด ก็จะเล่นได้ง่ายขึ้นแน่ๆ

ฟอร์มช่วงหลังของลิเวอร์พูลที่แผ่วลงไป – นับตั้งแต่แอตเลติโก มาดริดไปได้ 1-0 ฟอร์มของพวกเขาก็หดหายลงไปเรื่อยๆ แถมยังแพ้ไปถึง 3 นัด จาก 5 เกมหลังสุด ถึงแม้ว่าในนัดล่าสุดจะเปิดบ้านเอาชนะบอร์นมัธไปได้ 2-1 ก็ตาม แต่ก็เป็นการชนะแบบหืดจับเลยทีเดียว กว่าจะยิงประตูได้แต่ละลูกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แถมพักหลังมานี้เกมรับที่เคยแข็งแกร่ง ก็กลับมาเสียประตูได้ง่ายอีกด้วย เนื่องจากมีโปรแกรมต้องลงเตะบ่อยครั้ง แถมแต่ละเกม กุนซืออย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็มักจะใช้แต่นักเตะหน้าเดิมๆ จนกรอบเกรียมกันเลยทีเดียว ซึ่งนี่เองก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่อาจจะทำให้ทัพตราหมี บุกมาย้ำแค้นหงส์แดงอีกครั้ง แบบช็อคหัวใจแฟนบอลคาถิ่นแอนฟิลด์ !

Posted in ข่าวฟุตบอล

บทวิเคราะห์ 3 แข้งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรให้โอกาสก่อนเสริมทัพด้วยเงินก้อนโต
อย่างที่เรารู้กันดีว่า ปัจจุบันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังตกเป็นในหน้าหนังสือพิมพ์ ถึงความสนใจเกี่ยวกับบรรดานักเตะบิ๊กเนมหลายคน ไม่ว่าจะเป็น แจ๊ค กรีลิช , จาดอน ซานโซ่ หรือ คาลิดู คูลิบาลี ซึ่งแน่นอนว่าด้วยเกรดและดีกรีของผู้เล่นระดับนี้ หากว่าทัพปีศาจแดงหวังจะกระชากตัวมาร่วมทัพ ก็คงต้องผลาญเงินในคลังไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอนำเสนอ 3 นักเตะ ที่แมนยูควรหยิบยื่นโอกาสให้พิสูจน์เท้าในซีซั่นหน้าในถิ่นโอลแทรฟฟอร์ด

คริส สมอลลิ่ง – แนวรับสัญชาติอังกฤษ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลือกที่จะให้โรม่ายืมตัวในฤดูกาลนี้ เพื่อเปิดให้กับแฮร์รี่ แม็คไกว์ ปราการหลังค่าตัวสถิติโลกที่ทัพปีศาจแดง ทุ่มเงินกว่า 80 ล้านปอนด์ คว้าตัวมาจากเลสเตอร์ ซิตี้ แต่ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่า คริส สมอลลิ่ง เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมกว่าแผงหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในชุดปัจจุบันซะอีก ด้วยฟอร์มที่โดดในยูนิฟอร์มของหมาป่าแห่งกรุงโรม อย่างโรม่า ทำให้มีหลายทีมในอิตาลี ให้ความสนใจที่จะซื้อขาดนักเตะ หากฤดูกาลหน้าโซลชา ลองหยิบยื่นโอกาสให้เขาได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง เชื่อว่าคงจับคู่กับ แฮร์รี่ แม็คไกว์ ได้อย่างแข็งแกร่ง และอาจไม่มีความจำเป็นต้องนำเงินไปซื้อ คาลิดู คูลิบาลี เลยด้วยซ้ำ
ดีน เฮนเดอร์สัน – ด้วยฟอร์มการเล่นของดาบิด เดเกอา ที่ไม่ได้แน่นอนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทำให้บรรดาแฟนบอลปีศาจแดงหลายคน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงฟอร์มการเล่นของเจ้าตัวในช่วงหลัง ที่มีจังหวะผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง และน่าจะเลยจุดสูงสุดของอาชีพไปเรียบร้อยแล้ว หลังยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งของทีมมายาวนานนับ 10 ปี และในฤดูหน้า เชื่อว่าคงจะถึงเวลาแล้วที่โซลชา ควรลองให้โอกาส ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูลูกหม้อของทีมรายนี้ ถูกปล่อยยืมตัวไปให้ทัพ ดาบคู่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไปใช้งาน และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนเชฟฟิลด์รั้งอันดับ 6 ของตารางคะแนนอยู่ในขณะนี้ และด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทำให้เจ้าตัวมีลุ้นจะได้ยืนเป็นมือหนึ่งของทีมชาติอังกฤษในศึกยูโร 2020 นี้อีกด้วย

เจมส์ การ์ดเนอร์ – ชื่อของเจมส์ การ์ดเนอร์ อาจจะไม่คุ้นแฟนบอลปีศาจแดงในบ้านเราซักเท่าไรนัก ก็แน่นอนล่ะ เจ้าหมอนี่เพิ่งอายุ 18 ปี เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวเล่นอยู่กับทีมชุด U-23 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นแหละ แถมยังเข้าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย โดยเล่นในทีมสำรองไปแล้ว 10 นัด ทำไปถึง 8 ประตู ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ใช่ครับ ฟังไม่ผิดหรอก กองกลางตัวรับ ซึ่งหากมองที่ทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว ก็มีเพียงแค่ เนมันย่า มาติช เพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งกำลังจะอายุครบ 32 ปีในฤดูกาลหน้า และหากโซลชาลองให้โอกาส เจมส์ การ์ดเนอร์ ได้ลงเล่นดูบ้าง น่าจะดูดีกว่าการนำเงินมหาศาล ไปซื้อแข้งใหม่ในตำแหน่งนี้เข้ามาร่วมทีม

Posted in ข่าวกีฬา