วันนี้ข่าวใหญ่ของวงการลูกหนังโลกต้องถึงคราวโศกเศร้าอีกครั้งกับการจากไปของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ยอดนักเตะในยุค 80 จากประเทศอาร์เจนติน่า ซึ่งฝีเท้าที่เก่งกาจของเขาทำให้ถูกยกย่องว่าเป็นนักฟุตบอลอันดับ 1 ตลอดกาลของโลก รวมถึงเป็นไอดอลของเด็กๆที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลเฉกเช่นเสือเตี้ย แต่สำหรับบทความนี้อยากจะมานำเสนอถึงสาเหตุ ที่ว่าทำไมมาราโดน่าถึงกลายเป็นนักเตะระดับโคตรตำนาน ทั้งที่ในโลกนี้มีนักเตะเก่งๆอีกหลายราย

มาราโดน่า

ฟุตบอลในยุค 80 เน้นการใช้ความสามารถเฉพาะตัว โดยในสมัยนั้นฟุตบอลยังไม่มีแท็กติกที่ซับซ้อน อีกทั้งยังเน้นในเรื่องความสามารถเฉพาะตัวเป็นหลัก นั่นจึงทำให้ทีมจากยุโรปสู้ทีมจากอเมริกาใต้ไม่ได้เลย ซึ่งมาราโดน่า คือนักเตะที่มีลีลาโดดเด่นที่สุดในยุคนั้น ที่สามารถใช้เท้าเลี้ยงหลบผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามและหลุดเข้าไปยิงประตูจนพาทีมชาติคว้าแชมป์โลก

มาราโดน่า” ย้ายมาค้าแข้งในยุโรป ในสมัยนั้นนักเตะจากอเมริกาใต้ไม่นิยมมาค้าแข้งในยุโรป

ทำให้ชาวโลกที่ติดตามฟุตบอลระดับสโมสรในทวีปยุโรปไม่เห็นลีลาลากเลื้อยของนักเตะจากอเมริกาใต้ แต่ทันใดนั้นเอง มาราโดน่าเลือกที่จะแวกม่านวัฒนธรรมและย้ายมาค้าแข้งยังยุโรป จนเป็นตำนานให้กับนาโปลี ซึ่งทำให้ชาวโลกเห็นเป็นที่ประจักษ์และสามารถยืนยันได้ว่าเสือเตี้ยเป็นนักเตะที่เก่งจริง เพราะสามารถนำพาสโมสรเล็กๆอย่างนาโปลีเป็นแชมป์ได้ ตรงข้ามกับเปเล่ ไข่มุกดำแห่งวางการลูกหนัง ที่ชาวโลกจะได้เห็นฟอร์มแค่ในศึกฟุตบอลโลกเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถกล่าวได้ว่าเก่งจริงหรือไม่ เพราะไม่เคยเห็นลีล่าการเล่นกับทีมในระดับสโมสร

มาราโดน่า

เมสซี่ ไม่เคยพาทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์ได้ แม้ว่าเมสซี่จะถูกขนานนามว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกยุคใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้เขายังไม่สามารถหลุดพ้นออกมาจากร่มเงาของมาราโดน่าได้ คือการคว้าแชมป์กับทีมชาติ ซึ่งเสือเตี้ยสามารถกวาดแชมป์รายการต่างๆมาให้แฟนบอลในประเทศบ้านได้ชื่นชมจนกลายเป็นวีรบุรุษของชาติที่ทั้งเก่งและมีถ้วยประดับข้างตัว แต่กลับกันเมสซี่แม้ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจนำพาทีมชาติไปสู่ความสำเร็จเหมือนดั่งวันวาน ทั้งที่จะว่าไปตัวนักเตะชุดนี้เปี่ยมล้นไปด้วยคุณภาพกว่าด้วยซ้ำ นั่นจึงทำให้เจ้าตัวคือราชาไร้ถ้วยสำหรับชาวอาร์เจนติน่า

ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงสื่อให้เห็นว่าการจะเป็นตำนานของโลก จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือต้องเป็นนักเตะที่เก่งกาจ ครบเครื่อง ทั้งการเลี้ยง จ่าย โหม่ง และยิง ส่วนที่ 2 คือการคว้าแชมป์ ซึ่งเสือเตี้ยกวาดแชมป์รายกายสำคัญเท่าที่โลกนี้มีทั้งสโมสรและทีมชาติ ฉะนั้นแล้วด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลให้มาราโดน่าคือยอดนักเตะของโลก และจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแสนนาน

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน และต้องขอขอบคุณผู้ให้การสนันสนุนจาก ufa982 เว็บไซต์ที่ให้ความสนุกและปลอดภัย

Posted in ข่าวฟุตบอล, ข่าวอื่นๆ

          ในปัจจุบันนักเตะจากทวีปเอเชียล้วนได้รับความสนใจจากสโมสรฟุตบอลในทวีปยุโรปเป็นจำนวนมาก เพราะว่าบรรดาแข้งเอเชียหลายรายนั้นก็ได้ทำการพิสูจน์ให้ทั่วโลกได้เห็นแล้วว่าไม่ได้มีฝีเท้าด้อยกว่านักเตะในทวีปอื่นเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะนักเตะจากประเทศญี่ปุ่น ที่ถือเป็นสินค้ายอดนิยมของสโมสรฟุตบอลจากทวีปยุโรปเลยก็ว่าได้ และที่ผ่านมาก็เคยมีนักเตะจากแดนปลาดิบที่ประสบความสำเร็จในการค้าแข้งจนถึงขนาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จมาแล้ว แต่จะมีใครบ้างนั้น ขอเชิญทุกท่านไปติดตามพร้อมๆกันได้เลยครับ

พรีเมียร์ลีก

          ชินจิ คากาวะ – แนวรุกจากแดนปลาดิบอย่าง ชินจิ คากาวะ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลภายในประเทศญี่ปุ่นกับสโมสรเซเรโซ โอซาก้า ก่อนจะได้ย้ายไปค้าแข้งในทวีปยุโรปกับสโมสรโบรุสเซีย ดอร์ทมุน ยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลเยอรมันในฤดูกาล 2010-2011

และสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือระดับตำนานของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวลานั้น ตัดสินใจดึงตัวมาร่วมทีมในฤดูกาล 2012-2013

และเจ้าตัวก็ยังคงรักษาฟอร์มเก่งเอาไว้ได้ด้วยการยิงไปถึง 6 ประตู จากการลงสนาม 20 นัด มีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้อย่างยิ่งใหญ่

พรีเมียร์ลีก

          ชินจิ โอกาซากิ – เจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอันดับ 3 ของทีมชาติญี่ปุ่นอย่าง ชินจิ โอกาซากิ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับสโมสรในบ้านเกิดอย่างชิมิสุ เอลพัสล์ ก่อนจะได้ย้ายไปเล่นในยุโรปกับสโมสรสตุ๊ดการ์ท และ สโมสรไมนซ์ 05 สองสโมสรชื่อดังในประเทศเยอรมันเป็นเวลา 4 ปี

จนกระทั่งฤดูกาล 2015-2016 ชินจิ โอกาซากิ ได้ย้ายมาค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และกลายเป็นตัวหลักของสโมสรทันทีด้วยการลงสนามไปมากถึง 36 เกม สามารถทำได้ 6 ประตู และที่สุดยอดไปกว่านั้นก็คือตัวเขาสามารถพาทัพจิ้งจอกสยาม คว้าแชมป์พรีเมียร์ได้แบบเซอร์ไพรส์แฟนบอลทั่วโลก

พรีเมียร์ลีก

          ทาคูมิ มินามิโนะ – แนวรุกจากแดนปลาดิบวัย 25 กระรัต อย่าง ทาคูมิ มินามิโนะ เริ่มต้นค้าแข้งกับสโมสรเซเรโซ โอซาก้า ในบ้านเกิด ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในลีกยุโรปกับสโมสรเรดบูลล์ ซัลบวร์ก ยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลออสเตรีย ในปี 2015 และที่นั่นเองทำให้ตัวเขาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว

จนกระทั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ตัดสินใจดึงตัวมาร่วมทัพหงส์แดงแบบสายฟ้าแลบในช่วงเดือนมกราคมของปี 2020 แม้ว่าเจ้าตัวจะสภาพเป็นตัวสำรองของทีมและไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามมากนัก แต่เจ้าตัวก็ยังสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ร่วมกับสโมสรลิเวอร์พูลอยู่ดี

อ่านข่าวกีฬาและข่าวฟุตบอล และ ข่าวโยกย้ายตัวผู้เล่น อัพเดทใหม่ทุกวัน

Posted in ข่าวอื่นๆ, พรีเมียร์ลีก

The English game : จุดกำเนิดวงการลูกหนังสมัยใหม่บน แผ่นฟิล์ม

The English game

โดย The English game เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับฟุตบอล ซึ่งจะมีอยู่ 6 ตอนด้วยกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าจะทำให้คนที่สนใจในประวัติศาสตร์ลูกหนัง ได้เข้าถึงฟุตบอลในยุคสมัยแรก ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นฟุตบอลที่เรารู้จักกันอยู่ทุกวันนี้และก่อนที่ฟุตบอล จะกลายมาเป็นหนึ่งในเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก หรือราว ๆ 4 พันล้านหัวทั่วโลก ในสมัยก่อนนั้น กีฬาฟุตบอลได้ถูกวางกฎต่าง ๆ โดยบรรดาผู้ดีชั้นสูงในเมืองอังกฤษ เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีในวงการลูกหนังว่า ทัวร์นาเมนท์ ‘เอฟเอ คัพ’ ถือเป็นรายการที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สำหรับการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1872 และหากนับจนถึงปัจจุบันแล้ว ถ้วยใบนี้ก็มีอายุเก่าแก่ถึง 148 ปีเลยทีเดียว

The English game

แรกเริ่มเดิมที ฟุตบอลเป็นกีฬาของชนชั้นสูงในสังคม และเขียนกฎกติกากันขึ้นมาเอง ก่อนที่ภายหลังได้มีการตั้งเป็นสมาคมเป็นเรื่องเป็นราวอย่าง ‘The Football Association’ หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม FA นั่นเอง ซ้ำยังมีคณะกรรมการบางคนในสมาคม ก็ส่งทีมของตัวเองลงแข่งขันเช่นกัน และเนื่องจากเป็นกีฬาที่มีวิธีการเล่นที่เรียบง่าย ลูกกลม ๆ เพียงลูกเดียว เสาโกล์สองฝั่งที่ไม่ต้องมีตาข่าย ทำให้ฟุตบอลถูกถ่ายทอดไปยังชนชั้นแรงงาน ที่ใช้แค่ไม้ปักดินมาเป็นเสาประตู ก็เล่นกันได้แล้ว โดยเฉพาะในแถบ ‘แลงคาเชียร์’ ที่ตั้งอยู่ทางเหนือ ซึ่งเป็นย่านของชนชั้นแรงงาน กติกาหลายอย่างยังไม่ชัดเจน รวมถึงระบบการเล่นและแท็กติกที่คล้ายกับกีฬารักบี้ ซึ่งหลาย ๆ ทีมของโรงเรียนในรัฐบาล ก็ยังเล่นกันแบบไม่ตรงกับกติกาเท่าไร

The English game

‘โอลด์ เอโตเนียนส์’ หรือ อีตัน (Eton) เป็นทีมที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของ FA ที่มีคณะกรรมการลงแข่งด้วย โดยทีมอีตันนั้น มีระบบการเล่นคือ 1-1-8 ซึ่งหากมาพูดในสมัยนี้มันอาจดูเป็นเรื่องตลก แต่ตอนนั้นมันคือเรื่องจริง ผสานกับแท็กติกโง่ ๆ เลยก็คือ ให้ผู้เล่นวิ่งเกาะกลุ่มกันไป 8 คน ผ่านบอลให้กันในระยะสั้นๆ และด้วยความที่นักเตะ อีตัน มีร่างกายที่ใหญ่ ถึก บึกบึน จึงได้ใช้ความได้เปรียบนี้ในการเล่นแท็กติกนี้ เหมือนเล่นรักบี้ยังไงยังงั้น เฟอร์กัส ‘เฟอร์กี้’ ซูเตอร์ นักฟุตบอลชาวสก็อตแลนด์ ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ว่า เป็นผู้ที่นำร่องของการเล่นแบบ ‘passing’ มาใช้ เพื่อต่อสู้กับการเล่นแบบ ‘สกรัม’ ของทีม อีตัน นั่นเอง ในสมัยนั้น FA มีกฎห้ามนักฟุตบอล เล่นฟุตบอลเป็นอาชีพ ห้ามรับค่าจ้าง ยกเว้นจะได้รับค่าจ้างนั้นจากการหยุดงานเพื่อเตะฟุตบอล จนกระทั่งในปี 1885 ทาง FA เปลี่ยนกฎให้มีนักฟุตบอลอาชีพได้ ฟุตบอลเริ่มมีการ ‘ย้ายทีม’ รวมถึงมีการรับ ‘ค่าเหนื่อย’ ซึ่ง เฟอร์กัส ‘เฟอร์กี้’ ซูเตอร์ คนนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้น

ท้ายที่สุดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจจะไม่ได้เหมาะกับแฟนลูกหนังทุกคน เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องนอกสนามเสียมากกว่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกีฬาฟุตบอล รวมถึงการดิ้นรนของบรรดาชนชั้นแรงงานในสังคมที่ถูกกดขี่ แต่อย่างน้อย ในช่วงที่ไม่มีฟุตบอลดูแบบนี้ หนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยให้เราได้หายคิดถึงฟุตบอลกัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, ข่าวอื่นๆ