ฟุตบอลโลกปี 2002 กับเหตุการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า ” โกงบันลือโลก “

                แฟนบอลทั่วทั้งโลกนั้นต่างก็รอคอยมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อย่างฟุตบอลโลก และใน ฟุตบอลโลกปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมมาถึง นับว่าเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกได้เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย และมีการจัดแบบเจ้าภาพร่วม โดยแฟนบอลทั่วโลกก็ต่างตื่นเต้นและดีใจ แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งโลกเนื่องจากคำตัดสินหรือสิ่งต่างๆ ต่างเอื้ออำนวยให้กับทีมเจ้าภาพร่วมอย่างเกาหลีใต้จนน่าเกลียด วันนี้เราจะมาย้อนดูว่าเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่กล่าวมาจะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง

ฟุตบอลโลกปี 2002

                เมื่อ ฟุตบอลโลกปี 2002 รอบ 16 ทีมสุดท้าย โคจรมาถึงเป็นการพบกันของยอดทีมจากยุโรปปอย่าง อิตาลี พบกับเจ้าภาพร่วมอย่างเกาหลีใต้  ต้องบอกได้ว่าเกมนั้น นักเตะฝั่งเจ้าภาพอย่างเกาหลีใต้เล่นได้อย่างสกปรก และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างแฟนบอลทั่วโลก เนื่องจากนักเตะฝั่งเกาหลีใต้ได้เข้าปะทะหนัก เล่นนอกเกมกับนักเตะอิตาลีอยู่หลายจังหวะ จนถึงขั้นมีนักเตะอิตาลี เลือดตกยางออก แต่ผู้ตัดสินในเกมนั้น แจกใบเหลืองให้นักเตะเกาหลีใต้ไปเพียงแค่ 2 ใบเท่านั้น หนำซ้ำยังไม่พอ ผู้ตัดสินยังแจกใบเหลืองใบที่สองให้กับนักเตะอิตาลีอีกด้วย สุดท้ายอิตาลีที่มีผู้เล่นน้อยกว่าต้องตกรอบพ่ายแพ้ไป ด้วยประตู 2-1 ในกฎโกลเด้นโกล

ฟุตบอลโลกปี 2002

                ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ฟุตบอลโลกปี 2002 รอบ 8 ทีมสุดท้าย เกาหลีใต้พบกับกระทิงดุสเปน นักเตะเกาหลีใต้และทีมผู้ตัดสินยังทำงามใส้ เช่นเดิม เมื่อสัญญาณนกหวีดเริ่มขึ้นเกาหลีใต้ได้เข้าปะทะอย่างหนักหน่วง แต่ก็ไม่ได้มีบทลงโทษที่รุนแรงจากผู้ตัดสิน และถึงแม้ว่า สเปนจะส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 2 ครั้ง 2 ครา แต่ทางผู้ตัดสินก็ปฏิเสธทุกครั้ง โดยบอกว่า ฟาล์วบ้างบอลออกไปแล้วบ้าง สุดท้ายก็เป็นทีมเจ้าภาพอย่างเกาหลีใต้ที่เอาชนะสเปนไปได้ ด้วยการดวลจุดโทษตัดสิน เข้ารอบรองชนะเลิศไปได้ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอลทั่วโลก

ฟุตบอลโลกปี 2002

                การแข่งขันและการตัดสินที่อัปยศสิ้นสุดลงไปเมื่อ ฟุตบอลโลกปี 2002  เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ โดยเกาหลีใต้ได้โคจรมาพบกับอินทรีเหล็กเยอรมัน โดยก่อนเกมนั้นเยอรมันทำการบ้านมาค่อนข้างดี โดยสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันยื่นเรื่องให้กับฟีฟ่าว่าหากฝั่งเยอรมันได้รับการตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม จะทำการฟ้องร้องสหพันธ์ฟุตบอลเกาหลีใต้ ผู้ตัดสิน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้นเกมดำเนินไปได้อย่างขาวสะอาด เมื่อจบเกมฝั่งเจ้าภาพเกาหลีใต้ต้านทานไม่ไหว แพ้ทีมชาติเยอรมันไปด้วยผลสกอร์ 1-0 จบตำนานเหตุการณ์โกงบันลือโลก

Posted in ข่าวฟุตบอล

เหตุผลหลักๆที่นักเตะหลายคนไม่อยากเล่นที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

หากจะพูดถึงลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกแล้วละก็ แฟนบอลหลายๆคนคงจะต้องนึกถึง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นลีกที่ทั่วโลกให้การจับตามอง อีกทั้งมีนักเตะฝีเท้าดีมากมายมาค้าแข้งอยู่ในเวทีพรีเมียร์ลีกอังกฤษ จนมีวลีติดปากที่นักฟุตบอลระดับตำนานหรือคอมเมนเตเตอร์ฟุตบอลหลายๆคนชอบพูดว่า “หากจะพิสูจน์ฝีเท้าว่าตัวเองเก่งจริงหรือไม่ ต้องมาเล่นที่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ”  แต่ก็ใช่ว่านักเตะทุกคนจะสนใจในการมาค้าแข้งในประเทศอังกฤษ วันนี้เราจะมาดูกันว่าทำไมนักเตะหลายๆคนจึงไม่อยากมาเล่นที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

พรีเมียร์ลีก

เหตุผลข้อแรกคือสไตล์การเล่น ต้องยอมรับว่า สไตล์ฟุตบอลอังกฤษนั้นต่างจากลีกดังๆต่างๆทั่วโลก โดยพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นั้นเน้นความแข็งแกร่งของสภาพร่างกายและการเข้าบอลที่หนักหน่วง ทำให้นักเตะชื่อดังหลายๆคน ไม่อยากเอาตัวเองมาเสี่ยงเพราะกลัวหายเจ็บกลับมาแล้วจะไม่เหมือนเดิม หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้ ซึ่งก็มีนักเตะฝีเท้าดีหลายคนที่ไม่สามารถปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษได้ จนไม่สามารถกลับไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพได้

พรีเมียร์ลีก

เหตุผลข้อที่สอง คือโปรแกรมการแข่งขันที่ถี่มากเกินไป ต้องยอมรับว่า เสน่ห์ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่แตกต่างจากลีกฟุตบอลชั้นนำของประเทศอื่นๆ นั่นก็คือ บ็อกซิ่ง เดย์ โดยเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่เวลาพักค่อนข้างน้อย มีโปรแกรมการแข่งขัน 3-4 นัดใน 1 สัปดาห์ ซึ่งจะตรงกับช่วง ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของทุกๆปี นั่นหมายความว่า ที่ประเทศนั้นอังกฤษไม่มีการเบรกหนีหนาว ทำให้นักเตะไม่สามารถกลับบ้านไปฉลองคริสมาสต์กับครอบครัวได้

เหตุผลสุดท้าย ภาษี แน่นอนว่าเรื่องเงินๆทองๆนั้น ไม่เข้าใครออกใคร รวมไปถึงวงการฟุตบอล โดยพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีอัตราการเก็บภาษีนักเตะต่างชาติสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาลีกชั้นนำของยุโรป โดยลีกที่ได้รับความนิยมใกล้เคียงกับพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น ลาลีก้า สเปน หรือ กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี มีอัตราการเก็บภาษีนักเตะต่างชาติ แค่เพียง 43 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

พรีเมียร์ลีก

ต้องบอกก่อนว่าเหตุผลที่กล่าวมานั้น ไม่ได้ตัดสินว่าพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นั้นไม่ดี เพียงแต่ว่าเป็นเหตุผลหลักๆที่นักเตะและโค้ชหลายๆคนเคยพูดถึง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีนักเตะฝีเท้าดีหลายคนที่สมัครใจมาเล่นที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ และประสบความสำเร็จในอาชีพฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ เพราะสุดท้ายแล้ว การเลือกว่าเราจะเล่นในลีกไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวของนักเตะเอง

Posted in ข่าวฟุตบอล

จุดล่มสลายของอาณาจักร กาลาติกอส ความฝันที่พังทลายของแฟนบอลราชัน

                เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงจากประเทศสเปน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน บอกว่าเป็นสโมสรอันดับ 1 ของโลกก็ว่าได้ โดยนักเตะฝีเท้าดีๆต่างก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยแฟนบอลราชา และแฟนบอลทั่วโลก ได้ให้สมญานามว่ากาลาติกอสวันนี้เราจะมาพูดถึงจุดเริ่มต้นและจุดล่มสลายของ กาลาติกอส

กาลาติกอส

                โปรเจค กาลาติกอส เกิดจากไอเดียของ ท่านประธานสโมสรของเรอัลมาดริด อย่าง ฟอเลนติโน่ เปเรซ ที่จะนำเหล่าซุปเปอร์สตาร์ลูกหนังทั่วโลกมาอยู่ในทีมเดียวกัน  โดยโปรเจคนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2000 โดยนักเตะคนแรก ที่เรอัล มาดริด ดึงตัวเข้ามาเสริมทัพนั้นคือ หลุย ฟิโก้ จากนั้นก็ตามมาด้วย ซีเนอดีน ซีดาน , โรนัลโด้ , เดวิด เบคแฮม เมื่อมารวมตัวกับ ซุปเปอร์สตาร์ที่มีอยู่แล้วอยู่ในทีม อย่าง อิเคย์ คาซิยาส , โรเบโต้ คาร์ลอส รวมไปถึง ราอูล กอนซาเลซ ทำให้ เรอัล มาดริดในยุคนั้น เป็นทีมที่อุดมไปด้วยนักเตะซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก กองเชียร์เต็มสนาม ส่งผลให้รายรับของสโมสรเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสปอนเซอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงฐานแฟนบอลที่มากขึ้นทั่วโลก ทำให้ไม่มีที่ไหนในโลก ไม่รู้จักทีม เรอัล มาดริด

กาลาติกอส

                เรอัล มาดริด กอบโกยเงินมากมายจากฐานแฟนบอลที่มีมากขึ้นทั่วโลก ทำให้ทีมเรอัล มาดริด มีเกมส์ที่จะต้องเดินทางไปอุ่นเครื่องช่วงปรีซีซั่น อยู่หลายแห่งทำให้นักเตะเกิดอาการล้า จนส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน เท่านั้นยังไม่พอ นักเตะที่มีฝีเท้าดีแต่ชื่อเสียงไม่ได้ดังเท่าเหล่าซุปเปอร์สตาร์ ถูกปล่อยตัวพ้นทีม เนื่องจากท่านประธาน ฟอเรนติโน่ เปเรซ มองว่า เรอัล มาดริด จะให้ค่าเหนื่อยสูงๆกับนักเตะที่สามารถมีมูลค่าทางการตลาดเท่านั้น จนลืมไปว่านักเตะแนวรับฝีเท้าดี แต่ไม่ได้มีชื่อเสียง ก็สำคัญมากเช่นเดียวกันในเวลาลงแข่งขัน เมื่อประธานสโมสรมองถึงเรื่องธุรกิจเป็นสำคัญ จนละเลยการแข่งขันในสนาม ทำให้ผลงานของทีมเริ่มย่ำแย่ ตั้งแต่ปล่อยนักเตะแนวรับฝีเท้าดี ออกจากทีม บวกกับ เอาใจสปอนเซอร์ จนเกินเหตุ ทำให้นักเตะซุปเปอร์สตาร์ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหาร จนทยอยกันย้ายออกจากทีมไปทีละคน ทำให้เส้นทางของยุคกาลาติกอส สิ้นสุดที่เวลา เพียง 3 ปี

กาลาติกอส

แม้ว่ายุคกาลาติกอส จะสิ้นสุดไปนานแล้ว แต่ในยุคปัจจุบันนั้น สโมสร เรอัล มาดริด ได้กลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้งโดยเอาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน โดยท่านประธานอย่าง ฟอเลนติโน่ เปเรซ ได้สร้างกาลาติกอสขึ้นมาใหม่ โดยดึงดูดซุปเปอร์สตาร์จากทั่วทุกมุมโลก ให้มาอยู่ที่ เรอัล มาดริด และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยผลงานที่น่าชื่นชมของกาลาติกอสยุคที่ 2 คือ คว้าแชมป์ยุโรป ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมีสโมสรไหนในยุโรปทำได้มาก่อนนับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจากยูโรเปี้ยนคัพ มาเป็นยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์

Posted in ข่าวฟุตบอล

The English game : จุดกำเนิดวงการลูกหนังสมัยใหม่บน แผ่นฟิล์ม

The English game

โดย The English game เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับฟุตบอล ซึ่งจะมีอยู่ 6 ตอนด้วยกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าจะทำให้คนที่สนใจในประวัติศาสตร์ลูกหนัง ได้เข้าถึงฟุตบอลในยุคสมัยแรก ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นฟุตบอลที่เรารู้จักกันอยู่ทุกวันนี้และก่อนที่ฟุตบอล จะกลายมาเป็นหนึ่งในเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก หรือราว ๆ 4 พันล้านหัวทั่วโลก ในสมัยก่อนนั้น กีฬาฟุตบอลได้ถูกวางกฎต่าง ๆ โดยบรรดาผู้ดีชั้นสูงในเมืองอังกฤษ เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีในวงการลูกหนังว่า ทัวร์นาเมนท์ ‘เอฟเอ คัพ’ ถือเป็นรายการที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สำหรับการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1872 และหากนับจนถึงปัจจุบันแล้ว ถ้วยใบนี้ก็มีอายุเก่าแก่ถึง 148 ปีเลยทีเดียว

The English game

แรกเริ่มเดิมที ฟุตบอลเป็นกีฬาของชนชั้นสูงในสังคม และเขียนกฎกติกากันขึ้นมาเอง ก่อนที่ภายหลังได้มีการตั้งเป็นสมาคมเป็นเรื่องเป็นราวอย่าง ‘The Football Association’ หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม FA นั่นเอง ซ้ำยังมีคณะกรรมการบางคนในสมาคม ก็ส่งทีมของตัวเองลงแข่งขันเช่นกัน และเนื่องจากเป็นกีฬาที่มีวิธีการเล่นที่เรียบง่าย ลูกกลม ๆ เพียงลูกเดียว เสาโกล์สองฝั่งที่ไม่ต้องมีตาข่าย ทำให้ฟุตบอลถูกถ่ายทอดไปยังชนชั้นแรงงาน ที่ใช้แค่ไม้ปักดินมาเป็นเสาประตู ก็เล่นกันได้แล้ว โดยเฉพาะในแถบ ‘แลงคาเชียร์’ ที่ตั้งอยู่ทางเหนือ ซึ่งเป็นย่านของชนชั้นแรงงาน กติกาหลายอย่างยังไม่ชัดเจน รวมถึงระบบการเล่นและแท็กติกที่คล้ายกับกีฬารักบี้ ซึ่งหลาย ๆ ทีมของโรงเรียนในรัฐบาล ก็ยังเล่นกันแบบไม่ตรงกับกติกาเท่าไร

The English game

‘โอลด์ เอโตเนียนส์’ หรือ อีตัน (Eton) เป็นทีมที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของ FA ที่มีคณะกรรมการลงแข่งด้วย โดยทีมอีตันนั้น มีระบบการเล่นคือ 1-1-8 ซึ่งหากมาพูดในสมัยนี้มันอาจดูเป็นเรื่องตลก แต่ตอนนั้นมันคือเรื่องจริง ผสานกับแท็กติกโง่ ๆ เลยก็คือ ให้ผู้เล่นวิ่งเกาะกลุ่มกันไป 8 คน ผ่านบอลให้กันในระยะสั้นๆ และด้วยความที่นักเตะ อีตัน มีร่างกายที่ใหญ่ ถึก บึกบึน จึงได้ใช้ความได้เปรียบนี้ในการเล่นแท็กติกนี้ เหมือนเล่นรักบี้ยังไงยังงั้น เฟอร์กัส ‘เฟอร์กี้’ ซูเตอร์ นักฟุตบอลชาวสก็อตแลนด์ ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ว่า เป็นผู้ที่นำร่องของการเล่นแบบ ‘passing’ มาใช้ เพื่อต่อสู้กับการเล่นแบบ ‘สกรัม’ ของทีม อีตัน นั่นเอง ในสมัยนั้น FA มีกฎห้ามนักฟุตบอล เล่นฟุตบอลเป็นอาชีพ ห้ามรับค่าจ้าง ยกเว้นจะได้รับค่าจ้างนั้นจากการหยุดงานเพื่อเตะฟุตบอล จนกระทั่งในปี 1885 ทาง FA เปลี่ยนกฎให้มีนักฟุตบอลอาชีพได้ ฟุตบอลเริ่มมีการ ‘ย้ายทีม’ รวมถึงมีการรับ ‘ค่าเหนื่อย’ ซึ่ง เฟอร์กัส ‘เฟอร์กี้’ ซูเตอร์ คนนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้น

ท้ายที่สุดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจจะไม่ได้เหมาะกับแฟนลูกหนังทุกคน เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องนอกสนามเสียมากกว่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกีฬาฟุตบอล รวมถึงการดิ้นรนของบรรดาชนชั้นแรงงานในสังคมที่ถูกกดขี่ แต่อย่างน้อย ในช่วงที่ไม่มีฟุตบอลดูแบบนี้ หนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยให้เราได้หายคิดถึงฟุตบอลกัน

Posted in ข่าวฟุตบอล, ข่าวอื่นๆ

บิสซาก้า vs อาร์โนลด์ ใครเป็นนักฟุตบอล กองหลังที่เก่งกว่ากัน

ในช่วงซัมเมอร์ 2019 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านช่วงเวลาหนึ่งของทีมฟุตบอล ผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายหลังจากพบความยากลำบากมาในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอล 2018-2019 นั้นก็เพราะภายหลังจาก ผู้จัดการทีมคู่บุญของทีม เซอร์อเล็กส์ เฟอร์กูสัน ได้โบกมืออำลาการคุมทีมไป ผีแดง ก็มีผู้จัดการทีมสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาคุมทีมฟุตบอลเรื่อยๆ แต่ผลงานการแข่งขันฟุตบอลก็ยังคงเอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยจะได้ ในช่วงกลางฤดูกาลแข่งขันฟุตบอล 2018-2019 ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โชเซ่ มูรินโญ่  ผู้จัดการทีมฟุตบอลอีก 1 คน ของทีมฟุตบอล ผีแดง ก็โดนสั่งปลด แล้วได้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มาคุมทีมฟุตบอลแทน ซึ่งก็ได้ผลดีอยู่พักหนึ่งจากนั้นผลงานก็กลับมาแย่อีก ผู้บริหารของทีมฟุตบอลออกมาตรการลดค่าเหนื่อย นักฟุตบอล เพื่อจะบีบให้ นักฟุตบอล ทุ่มเทกับการเล่นให้มากยิ่งขึ้น ๆ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายผลของการบีบนักฟุตบอลดังกล่าว กลับกลายเป็นว่านักฟุตบอลดี ๆ หลายคน เริ่มทยอยกันหันหลังหนีออกจากทีมฟุตบอล ผีแดง ที่ตอนนี้บรรยากาศไม่ค่อยจะดีนัก และทีม ผีแดง เอง ทำได้ดีที่สุดนั่นก็คือการใช้โอกาสในช่วงตลาดนักเตะเปิดซัมเมอร์ 2019 พยายามดึงตัวนักเตะฝีมือดีเข้ามาใช้ในทีมให้ได้มากที่สุด ด้วยความหวังว่า จะช่วยให้ทีมมีผลงานการแข่งขันฟุตบอลที่ดีขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือ อารอน วาน-บิสซาก้า  นักฟุตบอลกองหลังจากทีม ปราสาทเรือนแก้ว คริสตัลพาเลซ

นักฟุตบอล

โดย อารอน วาน-บิสซาก้า  ถือเป็นนักฟุตบอลเด็กปั้นจากทีมฟุตบอลเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปีของปราสาทเรือนแก้ว คริสตัลพาเลซ ซึ่งจากผลงานการเล่นฟุตบอลอันยอดเยี่ยมทำให้เขาได้ขยับขึ้นเล่นในทีมฟุตบอลชุดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ของ ปราสาทเรือนแก้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนักฟุตบอลที่สร้างกระแสได้อย่างมากในช่วงที่มีข่าวออกมาว่า ผีแดง ให้ความสนใจซื้อตัวนักฟุตบอลคนนี้ไปร่วมทีม และในที่สุดเขาก็ย้ายไปอยู่กับทีมฟุตบอล ผีแดง ด้วยราคาค่าตัวสูงถึง 49.5 ล้านปอนด์ ซึ่งหลังจากย้ายมาก็ทำผลงานการแข่งขันได้ดีกับทีมฟุตบอลใหม่อย่างมาก จนมักจะถูกนำไปเปรียบมวยกับ เทรนท์ อเล็กซานเฟอร์-อาร์โนลด์ นักฟุตบอลชื่อดังในตำแหน่ง ฟูลแบ็ก แห่งทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล ว่าใครเหนือกว่ากัน เพราะอีกฝ่ายก็ทำผลงานได้ดีกับทีมฟุตบอลตนเอง

นักฟุตบอล

ล่าสุดมีข่าวออกมาว่า พาทริค ฟาน อานโฮลท์ อดีตเพื่อนร่วมทีมฟุตบอลของ อารอน วาน-บิสซาก้า ขณะอยู่ที่ ปราสาทเรือนแก้ว คริสตัลพาเลซ ออกมาแสดงความเห็นสรุปได้ว่า นักฟุตบอลทั้งสองคนที่กล่าวมา ต่างก็มีความเก่งคนละแบบ เทรนท์ อเล็กซานเฟอร์-อาร์โนลด์ นั้น เก่งในเกมรุกมากกว่า แต่ในด้านเกมรับนั้น อารอน วาน-บิสซาก้า เหนือกว่ามาก และเกมรับเองก็สำคัญมากเลยในการเล่นฟุตบอลยุคนี้สมัยนี้

Posted in ข่าวฟุตบอล

บทวิเคราะห์ ปีแรกของ แฟรงค์ แลมพาร์ด กับ เชลซี มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

แม้จะยังไม่สิ้นสุดฤดูกาลจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ทำให้เกมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก จำเป็นต้องมีการเลื่อนออกไป แต่อย่างไรก็ตามการเริ่มต้นคุมทัพสิงห์บลูของกุนซือหนุ่มอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตแข้งระดับตำนานขอสโมสร ก็จะกำลังจะครบขวบปีเข้าแบบพอดิบพอดี เชื่อว่าแฟนบอลของเชลซีหลายๆคน จะพึงพอใจในตัวของกุนซือคนใหม่รายนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว เราลองมาดูกันดีครับ ว่าปีแรกของแฟรงค์ แลมพาร์ด กับการคุมทีมอย่างเชลซี สโมสรแห่งนี้ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

แฟรงค์ แลมพาร์ด

การให้โอกาสเหล่าดาวรุ่งภายในทีมมากยิ่งขึ้น – สิ่งที่เราได้อย่างชัดเจนในการคุมทัพของแฟรงค์ แลมพาร์ด นั่นก็คือการให้โอกาศบรรดาดาวรุ่งในทีมชุดใหญ่นั่นเอง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แฟนบอลไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนักกับเชลซี แต่เพราะปัญหาเรื่องโทษแบนซื้อนักเตะนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามแฟรงค์ แลมพาร์ด ไม่แค่ได้เพียงให้โอกาสเท่านั้น แต่กลับใช้เหล่าดาวรุ่งเป็นแกนหลักของทีมเลยทีเดียว นักเตะอย่าง แทมมี่ อับราฮัม , เมสัน เมาท์ , ฟิกาโย โทโมริ , รีซ เจมส์ และคัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย ถือนักเตะดาวรุ่งที่ถือว่าแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวเลยทีเดียว

แฟรงค์ แลมพาร์ด

นักเตะเล่นตามได้ตามแผนแบบไม่มีปริปากบ่น – แน่นอนว่าการให้เหล่านักเตะดาวรุ่งขึ้นมาเป็นกำลังหลักของสโมสรแบบนี้ ย่อมทำให้บรรดานักเตะซีเนียร์หลายๆคน ถูกเบียดลงไปนั่งเป็นตัวสำรองอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะในรายของ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าตัวเก๋า ดีกรีแชมป์โลก 2018 กับฝรั่งเศส ที่ถูก แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งของทีมเบียดจนตกกระป๋อง ตกเป็นตัวสำรองอยู่หลายนัด แต่อย่างไรก็ตาม โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กลับไม่มีปริปากบ่นซักคำ และพร้อมทำหน้าของตนอยู่เสมอ ยามได้รับโอกาสลงสนาม

แฟรงค์ แลมพาร์ด

ปัญหาระหว่างนักเตะและผู้จัดการทีมแทบจะไม่มีให้เห็น – เชลซี ถือเป็นอีกสโมสรที่มีเหล่ากุนซือมากฝีมือหลายต่อหลายรายหมุนเวียนกันเข้ามาคุมทัพ แต่ก็ไม่เคยมีใครอยู่ได้นานเลย ซึ่งแทบทุกคนล้วนจะปัญหาเหล่านักเตะภายในทีมทั้งสิ้น จนต้องจำใจย้ายไปคุมทัพกับสโมสรอื่น ซึ่งที่ผ่านปัญหาระหว่างนักเตะและผู้จัดทีมของเชลซี มักจะมีข่าวออกมาให้เห็นกันบ่อยครั้ง แต่น่าใจเป็นมาก เพราะเมื่อแฟรงค์ แลมพาร์ด ก้าวขึ้นมาคุมทัพสิงห์บลู ปัญหาดังกล่าว ไม่เคยหลุดออกมาให้เห็นเลย แม้แต่ครั้งเดียว

Posted in ข่าวฟุตบอล

บทวิเคราะห์ 3ปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้ทัพตราหมี เขี่ย หงส์แดง ออกจากเวทีแชมป์เปี้ยนลีก
ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลจะพ่ายแพ้ไปก่อนในนัดแรกด้วยสกอร์ 1-0 แต่ในค่ำคืนนี้ แอตเลติโก มาดริด ก็ถือว่าเจอปัญหาอยู่ไม่ใช่น้อยเมื่อเขาต้องบุกไป แอนฟิลด์ ของลิเวอร์พูล สนามที่ขึ้นชื่อว่าโหดหิน ที่สุดเป็นอับดับต้นๆของโลก ด้วยบรรยากาศและมนต์ขลัง เสียงตะโกนโห่ร้องของบรรดาสาวกเดอะค็อปที่คอยส่งเสียงให้กำลังทีมรักอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งโครตทีมอย่างบาร์เซโลน่า ก็เคยพลาดท่ามาแล้ว ในฤดูกาลก่อน แต่ช้าก่อน! เรากำลังเสนอ 3 ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ แอตเลติโก มาดริด บุกพังลิเวอร์พูล คาถิ่นแอนฟิลด์!

ความเขี้ยวลากดินของกุนซืออย่างเดอิโก ซิเมโอเน่ – อย่างที่ทุกคนต่างรู้กันดีว่า กุนซือชาวอาร์เจนไต ผู้นี้เก่งและขึ้นชื่อขนาดไหนในเรื่องบอลที่ต้องรักษาผลสกอร์ นอกจากนี้ซิเมโอเน่ ยังเก่งในเรื่องแทคติคเกมรับที่เหนียว ยากมากที่จะเจาะเข้าไปได้ รวมถึงแทคติคลูกตุกติก เล็กๆน้อยๆ การเข้าบอลหนักหน่วง ที่เขาจะสั่งให้ลูกทีมของเขาทำ เพื่อปั่นป่วนนักเตะของหงส์แดงจนเสียสมาธิ และที่สำคัญที่สุด เดอิโก ซิเมโอเน่ เชี่ยวชาญอย่างมากในเรื่องของเกมจิตวิทยา การปลุกใจลูกทีม รวมมถึงการรับมือสถานการณ์กดดันต่างๆ อย่างที่เราเห็นมาแล้วในเกมแรก ที่ซิมิโอเน่ ปลุกกองเชียร์ของสาวกตราหมีให้ลุกฮือขึ้นมา จนผู้เล่นลิเวอร์พูลขวัญกระเจิงกันเลยทีเดียว

การขาดผู้เล่นตัวหลักของลิเวอร์พูล – เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเกมนี้ อลิซอน เบคเกอร์ ผู้รักษาประตูตัวเก่งของลิเวอร์พูล ประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บและไม่สามารถลงสนามช่วยทีมได้ ทำให้ต้องใช้ อาเดรียน ผู้รักษาประตูมือ 2 ชาวสแปนิช ลงสนามแทน ซึ่ง 2 นัดล่าสุดที่อาเดรียนลงสนาม เขาก็ยังดูไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไรนัก ด้วยเหตุนี้ทัพตราหมีต้องพยายามทำประตูให้ได้ เพราะหากทำได้ ก็แทบจะปิดประตูเข้ารอบของลิเวอร์พูลได้เลย ยิ่งไปกว่านักเตะคนสำคัญอย่างกัปตันทีม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ แอนดรูว โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายตัวเก่ง ก็ยังไม่ฟิตสมบูรณ์ ไม่แน่ใจว่าจะมาสามารถลงสนามช่วยทีมได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหากขาด 2 ผู้เล่นรายนี้ไป แอตเลติโก มาดริด ก็จะเล่นได้ง่ายขึ้นแน่ๆ

ฟอร์มช่วงหลังของลิเวอร์พูลที่แผ่วลงไป – นับตั้งแต่แอตเลติโก มาดริดไปได้ 1-0 ฟอร์มของพวกเขาก็หดหายลงไปเรื่อยๆ แถมยังแพ้ไปถึง 3 นัด จาก 5 เกมหลังสุด ถึงแม้ว่าในนัดล่าสุดจะเปิดบ้านเอาชนะบอร์นมัธไปได้ 2-1 ก็ตาม แต่ก็เป็นการชนะแบบหืดจับเลยทีเดียว กว่าจะยิงประตูได้แต่ละลูกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แถมพักหลังมานี้เกมรับที่เคยแข็งแกร่ง ก็กลับมาเสียประตูได้ง่ายอีกด้วย เนื่องจากมีโปรแกรมต้องลงเตะบ่อยครั้ง แถมแต่ละเกม กุนซืออย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็มักจะใช้แต่นักเตะหน้าเดิมๆ จนกรอบเกรียมกันเลยทีเดียว ซึ่งนี่เองก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่อาจจะทำให้ทัพตราหมี บุกมาย้ำแค้นหงส์แดงอีกครั้ง แบบช็อคหัวใจแฟนบอลคาถิ่นแอนฟิลด์ !

Posted in ข่าวฟุตบอล

ชื่อของทาคูมิ มินามิโนะ กลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก หลังจากย้ายจากเร้ดบูล์ ซัลบวร์ก มาร่วมถิ่นแอนฟิลด์ ด้วยค่าตัวราวๆ 7.25 ล้านปอนด์ ในช่วงตลาดเดือนมกราคมที่ผ่านมา แบบไม่มีใครคาดคิด ถึงจะราคาที่แสนถูกหากเทียบกับราคาค่าตัวของนักฟุตบอลในปัจจุบัน แต่แฟนบอลลิเวอร์พูล ต่างก็คาดหวังกับการเข้ามาของหนุ่มเลือดซามูไรรายนี้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านเวลาไป ชื่อของทาคูมิ มินามิโนะ ก็ค่อยๆเงียบลงไปเรื่อยๆ เราลองมาดูกันดีกว่าครับ ว่าอะไรทำให้ ทาคูมิ มินามิโนะฟอร์มไม่เปรี้ยงในยูนิฟอร์มหงส์แดง

ยังปรับตัวไม่ได้ – นี่คืออีกเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไป อย่างแรกเลยที่ต้องปรับตัวก็คือตำแหน่ง โดยสมัยอยู่กับเร้ดบูล์ ซัลบวร์ก ตำแหน่งงที่เจ้าตัวทำผลได้อย่างยอดเยี่ยม ก็คือกองกลางตัวรุกหรือเพลย์เมคเกอร์นั่นเอง แต่ที่ลิเวอร์พูล เจอร์เก้น คล็อปป์ นิยมใช้ระบบ 4-3-3 ซึ่งแผนนี้ไม่มีเพลย์เมคเกอร์ ดังนั้นมินามิโนะ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับแผนของคล็อปป์ให้ได้ เพราะเชื่อว่าคล็อปป์ คงไม่เปลี่ยนสไตล์การเล่นเพื่อเขาเพียงเดียว อย่างที่สองที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องภาษานั่งเอง โดยตอนนี้ ทาคูมิ มินามิโนะ พูดได้เพียง 2 ภาษาคือญี่ปุ่นและเยอรมัน แต่นี่คืออังกฤษ ดังนั้น มินามิโนะ จำเป็นอย่างมากที่จะเรียนสื่อสารภาษาอังกฤษให้รู้เรื่อง ไม่อย่างงั้นละก็การปรับตัวให้เข้ากับทีมก็ยากยิ่งขึ้นไปอีก

โอกาสลงสนามที่จำกัดจำเขี่ย – เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยออกมาพูดเองว่าการซื้อ มินามิโนะ เข้ามา เป็นการซื้อตัวเพื่ออนาคต ไม่ได้หวังว่าสตาร์ทีมชาติญี่ปุ่นรายนี้จะเข้ามายกระดับทีมในทันที ซึ่งในตอนนี้ มินามิโนะ ได้ลงสนามในเกมลีกไปเพียง 77 นาทีเท่านั้น เป็นตัวสำรองทั้งหมด ส่วนเกมที่มักจะลงเล่นเป็นประจำก็คือเกมฟุตบอลถ้วย แต่เจ้าตัวก็ยังไม่สนามแผลงฤทธิ์ได้เลย ไม่มีทั้งประตูและแอสซิสต์จากการลงสนาม 3 นัด รวมถึงตอนนี้ลิเวอร์พูลตกรอบฟุตบอลถ้วยในประเทศไปหมดแล้วซะด้วย แต่ก็เชื่อว่า มินามิโนะ น่าจะได้รับโอกาสลงสนามในเกมลีกช่วงที่เหลือ หากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ได้แล้ว และเมื่อเวลานั้นมาถึง ทาคูมิ มินามิโนะ ก็ต้องพยายามโชว์ฟอร์มอย่างเต็มเพื่อเอาชนะใจเจอร์เก้น คล็อปป์ ให้ได้

เพื่อนร่วมทีมมักไม่ส่งบอลให้ – การใครเคยได้ดูการถ่ายทอดสดในที่ ทาคูมิ มินามิโนะ ลงสนาม จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า บรรดาเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูลมักจะไม่ค่อยส่งบอลให้กับเขาเท่าไรนัก ถึงแม้จะยืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าก็ตาม โดยเฉพาะในเกมฟุตบอลถ้วย ที่บรรดาแข้งเยาวชนของหงส์แดง ต่างแย่งกันโชว์ฟอร์ม ไม่สนใจ มินามิโนะ ที่พยายามวิ่งทำทางและขอบอลแม้แต่น้อย ปัญหานี้ก็ถือเป็นปัญหาที่น่าเห็นใจเช่นกัน เมื่อเพื่อนร่วมทีมส่งบอลมาให้น้อย โอกาศที่เจ้าตัวจะได้แสดงผลงานในสนาม มันก็น้อยลงไปด้วย ดังนั้น ทาคูมิ มินามิโนะ จึงต้องพยายามให้หนักขึ้นไปอีกในสนามซ้อม เพื่อแสดงให้บรรดาเพื่อนร่วมทีมเห็นว่า ตัวเขามีดีพอที่จะเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ได้

Posted in ข่าวฟุตบอล

คุยหลังเกม 3ประเด็นน่าสนใจ ปีศาจแดง บุกทุบ ลินซ์ คาบ้าน 5-0
จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับศึกฟุตบอลยูฟ่า ยูโรป้า ลีก คู่ระหว่าง แอลเอเอสเค ลินซ์ เปิดบ้านพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเป็นทางผู้มาเยือนที่ทำได้ดีกว่า บุกไปทุบเจ้าบ้านเละเทะ ด้วยสกอร์ 5-0 ได้ประตูจาก โอเดียน อิกาโล นาทีที่ 28 , แดเนี่ยล เจมส์ นาทีที่ 58 , ฆวน มาต้า นาทีที่ 82 , เมสัน กรีนวู้ด นาทีที่ 90+1 และอันเดรียส เปเรย์ร่า นาทีที่ 90+3 โดยหลังจบเกมดังกล่าว เราได้นำ 3 ประเด็นน่าสนใจ มาฝากท่านผู้อ่านทุกท่าน ดังนี้ครับ

LINZ, AUSTRIA – MARCH 12: Eric Bailly of Manchester United kicks the ball during UEFA Europa League Round of 16: First Leg match between LASK and Manchester United at Stadion der Stadt Linz on March 12, 2020 in Linz, Austria. (Photo by Franz Kirchmayr/SEPA.Media /Getty Images)

เกมรับที่แข็งแกร่งของทัพปีศาจแดง – การได้ตัว เอริค ไบญี่ ที่สลัดอาการบาดเจ็บ กลับมาลงสนามได้อีกครั้ง ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอีกอย่างหนึ่งของแฟนบอลปีศาจแดง เนื่องจากแนวรับชาวไอวอรี่โคสต์ รายนี้สามารถจับคู่กับ แฮร์รี่ แม็คไกว์ ปราการตัวเก่งของทีมได้อย่างลงตัว เผลอๆอาจจะดีกว่า วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ ปราการหลังชาวสวีเดน ที่โซลชา มักจะเลือกใช้เป็นประจำซะอีก โดยในเวลานี้ทัพปีศาจมีสถิติเกมรับที่ยอดเยี่ยมมาก ในช่วง 11 นัดที่ผ่านมา พวกเขาเสียไปเพียง 2 ประตูเท่านั้น แถมยังเก็บคลีนชีตได้ถึง 3 เกมติดต่อกันอีกด้วย

โอเดียน อิกาโล่ ยิงอีกแล้ว – เชื่อว่าตอนนีแฟนบอลปีศาจแดงหลายๆคน คงจะไม่มีใครที่ยังสงสัยในตัวของ โอเดียน อิกาโล่ อีกแล้ว เพราะเกมนี้เจ้าตัวก็ยังยิงอีก 1 เม็ด เป็นสกอร์เบิกร่องให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะมาจากลีกจีน แถมอายุอานามยังมากถึง 30 ปี แต่อิกาโล่ ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาคือของจริง โดยมีทั้งความแข็งแกร่ง และความเฉียบคมในการทำประตู โดยยิงไปแล้วถึง 4 ประตูในขณะนี้ นับว่าสามารถทดแทนการหายไปของมาร์คัส แรสฟอร์ด ได้แบบสบายๆเลยทีเดียว และจากฟอร์มการเล่นที่ผ่านมา ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากโอเล่ห์ กุนนาร์ โซลชา จะตัดสินใจเซ็นสัญญาถาวรกับศูนย์หน้าฟอร์มฮอตคนนี้

บรรดาดาวรุ่งและตัวสำรองของทีมยังไว้ใจได้ – อย่างที่เราเคยบอกไปแล้วว่า เอลเอเอสเค ลินซ์ ไม่ใช่ทีมโนเนมแต่อย่างใด แต่เป็นถึงจ่าฝูงของลีกออสเตรียเลยทีเดียว (มีคะแนนมากกว่าเร้ดบลู ซัลบวร์ก ซะอีก) แต่บรรดานักเตะดาวรุ่งกับบรรดาแข้งสำรองก็พิสูจน์ให้กับโซลชาได้เห็นแล้วว่า พวกเขาก็มีดีพอ ที่จะแย่งตำแหน่งตัวจริงของสโมสร โดยบรรดาดาวรุ่งอย่าง แดเนี่ยล เจมส์ , สก็อต แม็คโทมิเนย์ , แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ , เมสัน กรีดวู้ด และทาฮิธ ชอง ที่ได้รับโอกาสลงสนามในเกมนี้ ต่างทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับ เอริค ไบญี่ และอันเดรียส เปเรย์ร่า แข้งสำรองที่ได้รับโอกาสโชว์ฟอร์ม และก็ทำได้ดีเสียด้วย โดยเฉพาะในรายหลัง ที่อุส่าต์ยิงไป 1 ลูกในเกมนี้

Posted in ข่าวฟุตบอล

คุยหลังเกม 3ประเด็นน่าสนใจ จิ้งจอกสยาม เปิดรังทุบ สิงห์ผงาดกระจุย 4-0
จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับศึกพรีเมียร์ลีก คู่ระหว่างเลสเตอร์ ซิตี้ ลงสนามพบกับ แอสตัน วิลล่า เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา และเป็นทางฝั่งเจ้าบ้านอย่าง จิ้งจอกสยามที่ทำได้ดีกว่า ไล่ทุบผู้มาเยือนอย่าง แอสตัน วิลล่า กระจุยกระจายถึง 4-0 โดยเจ้าถิ่นได้ประตูจาก ฮาร์วีย์ บาร์นส์ ในนาทีที่ 40 , 85 และเจมี่ วาร์ดี้ที่ซัดจุดโทษในนาทีที่ 63 และเบิ้ลอีกลูกในนาทีที่ 79 ซึ่งหลังจบเกมดังกล่าว เราได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจ 3 ประเด็นมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่านดังนี้ครับ

เลสเตอร์ ซิตี้ กลับมาเก็บชัยชนะได้อีกครั้ง – ก่อนเกมนี้เชื่อว่าแฟนบอลจิ้งจอกสยามหลายๆคน คงกำลังกังวลกับฟอร์มการเล่นของทีมรักที่ตัวเอง ที่ค่อนข้างแผ่วลงมาในช่วงหลังๆ โดยไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย ในเกมลีก 4 นัดหลังสุด แพ้ 2 นัด เสมอ 2 นัด แต่เกมนี้บรรดานักเตะเลสเตอร์ ซิตี้ ก็เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถเอาชนะไปได้ขาดลอยถึง 4-0 กลับมาเก็บชัยชนะได้อีกครั้ง พร้อมยึดอันดับ 3 ของตารางคะแนนต่อไปอย่างเหนียวแน่น ทำแต้มหนีเชลซี ทีมอันดับ 4 ไปเป็น 5 แต้ม ดูทรงแล้วไม่น่าพลาดโควตาแชมป์เปี้ยนลีก ในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน

เอ็มบวาน่า ซามัตต้า และฮาร์วีย์ บาร์นส์ – นี่คือสองผู้เล่นของทั้งสองทีมที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเอ็มบวาน่า ซามัตต้า เป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวของแอสตัน วิลล่า ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ถึงแม้ต้นสังจะแพ้แบบขาดลอยก็ตาม กองหน้าชาวแทนซาเนีย ทำให้เกมรุกของสิงห์ผงาดดูวูบวาบ ปั่นป่วนแนวรับของเจ้าบ้าน จนต้องปวดหัวกับการไล่ตามประกบเขาแทบจะตลอดทั้งเกม ส่วนฮาร์วีย์ บาร์นส์ ของเลสเตอร์ ซิตี้ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน โดยเจ้าตัวเล่นได้อย่างความมั่นใจ ขยันไล่บอล และทำเกมรุกได้อย่างดุดัน แถมยังยิงได้ถึง 2 ประตูในเกมนี้

เจมี่ วาร์ดี้กลับมาแล้ว – กองหน้าจอมเก๋าของทัพจิ้งจอกสนาม กลับมายิงประตูได้อีกครั้ง หลังจากเจ้าตัวยิงประตูไม่ได้เลยตั้งแต่เริ่มต้นศักราชใหม่เป็นต้นมา แถมยังมีอาการบาดเจ็บ คอยเล่นงานอีกด้วย โดยเกมนี้เจ้าตัวถูกลงสนามเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 59 และก็จัดการซัด 2 ประตูช่วยให้ทีมชนะไปในที่สุด และจาก 2 ประตูนี้ทำให้เจ้าตัวขึ้นนำเป็นดาวซัลโวเดี่ยวของศึกพรีเมียร์ลีก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังซัลโวไปทั้งสิ้น 19 ประตู นำหน้าอันดับที่สองอย่าง โอบาเมยอง ของอาร์เซน่อลอยู่ 2 ประตู แถมล่าสุดเจ้าตัวยังประกาศกร้าวว่า ตนเองพร้อมลงรับใช้ทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง ในศึกยูโร 2020 ที่กำลังจะมาถึงนี้ หลังเคยประกาศเลิกเล่นทีมชาติตอนจบฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา

Posted in ข่าวฟุตบอล