บรูโน ลิเบอโร่ ผู้เล่นกองกลาง ตำนานนักเตะสโมสรวิคตอเรีย

บรูโน ลิเบอโร่ (Bruno Ribeiro) เกิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ปี 1975 ที่ประเทศโปรตุเกส เล่นตำแหน่ง กองกลาง

เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร วิคตอเรีย ในปี 1994 แต่ไม่ได้เป็นตัวหลักของทีม เขาอยู่กับทีม 4 ฤดูกาล ได้ลงสนามแค่ 41 นัด ก่อนจะย้ายไปเล่นที่อังกฤษ กับสโมสร ลีดส์ ยูไนเต็ด

บรูโน ลิเบอโร่

ฤดูกาล 1997/1998 บรูโน ลิเบอโร่ย้ายไปเล่นกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 500,000 ปอนด์เขากลายเป็นตัวหลักของทีมทันที ได้ลงสนาม 35 นัดรวมทุกรายการ ยิงไป 4 ประตู

ลีดส์ ยูไนเต็ด จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 ในตารางพรีเมียร์ลีก แต่ฤดูกาลถัดมาเข้าได้รับบาดเจ็บ

ได้ลงสนามเพียงแค่ 17 นัด จบซีซั่นนั้น ลีดส์ ยูไนเต็ด ได้อันดับที่4 ในตารางพรีเมียร์ลีก คว้าตั๋วไปเล่นฟุตบอลยูฟ่าคัพ แต่จบฤดูกาลนั้น บรูโน ลิเบอโร่ก็ย้ายออกจากทีมไปอยู่กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมในระดับดิวิชั่น1  เขาอยู่กับทีมได้ไม่นาน ก็ย้ายไปอยู่กับ ไบร่า มาร์ และ ซานตาคราล่า ทีมละ 1 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายกลับไปอยู่กับสโมสร วิคตอเรีย ในฤดูกาล 2003/2004

บรูโน ลิเบอโร่

บรูโน ลิเบอโร่กลายเป็นตัวหลักของทีมตลอด 4 ฤดูกาลแรก มีส่วนสำคัญในการพาทีม

คว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยของประเทศโปรตุเกสในปี 2005 ด้วยชัยชนะเหนือ เบนฟิก้า 2-1 ซึ่งบรูโน ริเบอร์โร่ ได้ลงสนามเป็นตัวจริง หลังจากนั้นอีก 3 ฤดูกาลต่อมา เขายังอยู่กับ วิคตอเรียเหมือนเดิม แต่ไม่ได้เป็นตัวหลักแล้ว แต่ก็มีส่วนร่วมกับทีมอยู่เรื่อยๆ และหลังจบฤดูกาล 2009/2010 เขาก็ประกาศเลิกเล่นฟุตบอล รวมแล้วลงสนามให้ทีม 161 นัด ยิง 8 ประตู

ภายหลังจากเลิกเล่นฟุตบอล บรูโน ลิเบอโร่หันไปรับงานกุนซือ เขาได้มีโอกาสคุม วิคตอเรียในปี 2011-2012 และช่วงมกราคมปี 2015-มิถุนายน ปี 2015 แต่ไม่ประสบความสำเร็จอะไร เขาได้คุมทีมมากถึง 12 สโมสร ผลงานที่ดีที่สุดคือการพาสโมสร  ลูโกโดเร็ตส์ คว้ารองแชมป์ฟุตบอลบัลแกเลียคัพ ในปี 2015 โดยแพ้ให้กับ เชอร์โน มอร์ 0-1

อ่านข่าวกีฬาอัพเดทใหม่ทุกวันได้ที่นี่

Posted in ข่าวฟุตบอล

แฟนปีศาจแดงมีหวัง!! FM2020 ดึง มิดฟิลด์ตัวรับ จากตราหมีร่วมทีม

สื่อหลายสำนักประโคมข่าวว่า ซาอูล ญีเกซ กองกลาง มิดฟิลด์ตัวรับ คนสำคัญต้องการจะย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลหน้า โดยถึงขนาดว่านักเตะรายนี้ได้โพสต์ลงสื่อโซเชียลว่า new club หมายความว่าเขามีโอกาสย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์นี้แน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นทีมอะไร

โดยกองกลางชาวสเปนตกเป็นข่าวว่าแมนยูอยากจะซื้อตัวอีกครั้งหลังจากที่เคยตกเป็นข่าวกับทีมเมื่อปี 2014 ช่วงนั้นแมนยูคุมทีมโดย เดวิด มอยส์ กุนซือชาวสก๊อตแลนด์

มิดฟิลด์ตัวรับ

ซาอูล ญีเกซได้ทวีตส่งสัญญาณว่าเขาจะย้ายทีมช่วงซัมเมอร์นี้แต่ไม่บอกว่าเป็นทีมอะไร แค่นี้แฟนแมนยูก็เกิดความตื่นเต้นแล้วว่าอาจจะเป็นทีมรักของพวกเขาที่จะได้ตัวกองกลางร่างเล็กรายนี้มาร่วมทีมก็ได้

และเกม Football Manager 2020 ได้มีการบรรจุชื่อของมิดฟิลด์ตัวรับที่ชื่อ ซาอูล ญีเกซ ย้ายมาร่วมทีมแมนยูแล้ว ในฤดูกาล 2020/21 โดยที่ไม่กลัวหน้าแหกแต่อย่างใด แฟนบอลต้องคอยติดตามว่าแมนยูเมื่อมีกองกลางชาวสเปนรายนี้มาร่วมทีม ทีมจะเล่นได้เปี่ยมประสิทธิภาพมากขนาดไหน เพราะว่าผลงานการเล่นกับแอตเลติโก มาดริดก็บอกได้ถึงความสามารถของเขาเป็นอย่างดี โดยในเกมมีการบอกว่าเขาลงสนามในทุกรายการกว่า 51 นัดและลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 36 เกม

มิดฟิลด์ตัวรับ

นักเตะจากแอต มาดริดรายนี้เล่นด้วยฟอร์มที่สุดยอดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยิงได้ 8 ประตูและแอสซิสต์อีก 10 ประตู โดยเขาลงสนามในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ ได้คะแนนความสามารถเฉลี่ยกว่า 7.36 แต้ม

และเขายังเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ผ่านบอลสำเร็จให้แมนยู ติดอันดับท๊อปทรี ,การแทคเกิลชนะและโหม่งบอลชนะก็ทำได้ดี แสดงให้เห็นว่าเขามีความแข็งแกร่งและจะเข้ามาช่วยแมนยูได้อย่างไร  เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาคงต้องรีบติดต่อเขามาเล่นที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดเป็นการด่วนแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การจำลองเกมเท่านั้น ผลงานจริงเราต้องไปดูที่สนามมากกว่า

มิดฟิลด์ตัวรับ

ซาอูล ญีเกซ เอสคลาเปซ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ซาอูล เริ่มเล่นฟุตบอลที่อคาเดมี่ของรีล มาดริดและแอต มาดริด เขาลงสนามในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ หรือมิดฟิลด์ตัวกลางสนามก็ได้

เขาได้ลงสนามให้ทีมตราหมี ชุดใหญ่ กว่า 185 เกมยิงได้ 21 ประตู (นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา) และยังเคยถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นกับราโย บาเยกาโน่ด้วย เขาติดทีมชาติสเปน ชุดระดับการแข่งขันไล่มาตั้งแต่ชุดยู 16 จนถึงทีมชาติสเปนชุดใหญ่ ที่เขาลงสนามไปแล้ว 19 เกมยิงได้ 3 ประตู

อ่านข่าวกีฬาอัพเดทใหม่ทุกวันได้ที่นี่

Posted in ข่าวฟุตบอล

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในยุค!! ภายใต้การคุมทีมของ โซลชา

      ตอนนี้ฟอร์มการเล่นของทีมดีขึ้นกว่าเดิมเยอะนะครับ นับตั้งแต่ตลาดหน้าหนาวเดือนมกราคม ที่ได้นักเตะมา 2 คน ทั้ง บรูโน่ แฟร์นันส์ และ โอเดียน อิกาโร่  มิดฟิลด์ตัวกลาง อย่างบรูโน่นั้นเป็นมิดฟิลด์ที่สร้างสรรค์เกมส์ได้เป็นอย่างดี สร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้ ป้อนบอลได้อย่างแม่นยำ ทำให้เกมส์รุกของทีมมีมิติขึ้น และยังได้กองหน้าตัวเก๋า จากเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว อย่างโอเดียน อิกาโล่ มาร่วมทีมอีกต่างหาก โดยเฉพาะอิกาโล่ มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกมาแล้วสมัยเคยค้าแข้งกับแตนอาละวาด และในเกมส์แรกที่ลงสนามก็สามารถทำประตูแรกช่วยทีมได้ทันที เรียกว่าซื้อใครมาก็สามารถใช้งานได้ทันทีและไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมาย และยังให้โอกาสเด็กจากอะคาเดมีแมนยูได้ขึ้นสูทีมชุดใหญ่ และผสมผสานกับนักเตะตัวเก่าที่มี เพราะปีศาจแดงได้ปูพื้นฐานสำหรับอนาคตเอาไว้แล้ว โดยในแต่ละฤดูกาลจะดันนักเตะเยาวชนขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ เหมือนที่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตบรมกุนซือปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เคยทำไว้

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ผู้รักษาประตู

        หลัง ๆ ดาบิด เดเคอา ผู้รักษาประตูประจำทีม ฟอร์มไม่แน่นอนเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเพิ่งต่อสัญญากับทีมออกไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่อนาคตไม่แน่นอนใช่ว่าเดเคอา จะอยู่โยงยาวกับทีมต่อไป ปีศาจแดงได้เตรียมการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้วโดยซีซันหน้าได้เรียกผู้รักษาประตูดาวรุ่งที่ปล่อยให้เชฟฟิลด์ เว้นเดย์ยืมตัวไปใช้งาน กลับมาเพื่อทรอดแทรกและยึดตำแหน่งผู้รักษาประตัวตัวจริงให้ได้

กองหลัง

        กองหลังหรือปราการเหล็กประจำทีมตอนนี้จะมี แฮรี่ แม็กไกว์และวิคตอร์ ลินเดอเลิฟ สองคู่หูแนวรับ แต่ถ้ามีคนใดคนหนึ่งบาดเจ็บก็ยังมีอะไหล่เปลี่ยนคือ เอริก ไบยี่ หรือจะเป็นกองหลังดาวรุ่งอย่าง อังตวน เฮเซมเบ้

แบ็กซ้ายและแบ็กขวา

      ถึงแม้จะได้อารอน วานบิสซาก้ามาและมีลุคชอว์อยู่แล้ว แต่ก็มีดาวรุ่งอนาคตไกลรออยู่อย่าง  แบรนดอน วิลเลี่ยม ซึ่งเป็นดาวรุ่งจากอะคาเดมี่ปีศาจแดง

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

มิดฟิลด์แดนกลาง

        ในรายของเนมานย่า มาติชที่โรยราลงทุกวันมีเพียงประสบการณ์เท่านั้นที่พอประคับประคองดาวรุ่งหรือนักเตะรุ่นน้องได้ และพอล ป๊อกบาที่มีข่าวย้ายทีมอยู่บ่อย ๆ เพราะไม่พอใจฟอร์มการเล่นของทีม ถึงตอนนี้จะเปลี่ยนใจอยู่ต่อแล้วก็ตาม เพราะเห็นฟอร์มการเล่นของทีมดีขึ้นแล้ว ส่วนสก็อต แมคโทมิเนย์ก็โชว์ฟอร์มได้ดีนับตั้งแต่ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ นับตั้งแต่ทีมขาดป๊อกบาและสามารถเล่นคู่กับเฟร็ดได้อย่างดีไม่มีที่ติ และบรูโน่ แฟรนันด์ นักเตะชาวฝอยทองที่เพิ่งได้มาใหม่ ก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก ก็โชว์ฟอร์มได้ดี สามารถเปิดบอลได้หลากหลาย ทำให้ทีมมีเกมส์รุกที่มีมิติขึ้น

แนวรุก

       แนวรุกของปีศาจแดงจัดจ้านมากตอนนี้ ทั้งมาร์กซียาลและแรดฟอร์ด หรือจะเป็นแดเนียล เจมส์ หรือจะเป็น เมสันกรีน วู้ด ถ้าไม่ได้จาดอน ซานโช่มาอีกคน รับรองแนวรุกจะน่ากลัวสำหรับหลาย ๆ ทีมในยุโรป

อ่านข่าวกีฬาอัพเดทใหม่ทุกวันได้ที่นี่

Posted in ข่าวฟุตบอล

มาร์ติน ไฮเด้น ตำนานทีมชาติออสเตรีย สโมสร ราปิด เวียนนา

มาร์ติน ไฮเด้น เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปี 1973 ที่ประเทศออสเตรีย เล่นในตำแหน่ง กองหลัง

เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร สตรวมกราซ ในปี 1992  ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ สโมสรออสเตรีย ซัลบวร์ก ในปี 1994  มีส่วนร่วมในการพาทีมคว้าแชมป์ลีกของประเทศออสเตรีย ในปี 1995 ได้ลงสนามในลีก 59 นัด ยิง 2 ประตู ก่อนที่ในปี 1998 จะย้ายไปเล่นอยู่กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ส่งผลให้เขาเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ของประเทศออสเตรีย ที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ถัดจาก อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ ผู้รักษาประตูของอาเซน่อล

มาร์ติน ไฮเด้น

เขามีส่วนร่วมในการพา ลีดส์ ยูไนเต็ด จบอันดับที่ 4ของพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 1998/1999

ซึ่งเขาได้ลงสนาม 19 นัด ก่อนจะย้ายออกจากทีมในปี 2000  และกลับไปเล่นที่ประเทศออสเตรีย

เข้าสู่ปี 2003 เขาย้ายไปเล่นอยู่กับ ราปิด เวียนนา มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ลีกของประเทศออสเตรีย 2 สมัย ในปี 2003 และ 2005 โดยเขาอยู่กับทีมถึงปี 2007 ลงสนามในลีก 106นัด หลังจากนั้นเขาย้ายทีมอีกหลายครั้ง ไล่ตั้งแต่ ออสเตรีย คานส์เทน ,เอสเค ราปิด เวียนนา,เอสเค ออสเตรีย คานส์เทน และ เรดบลูล์ ซัลบวร์ก จูเนียร์ เป็นทีมสุดท้าย ในปี 2010

มาร์ติน ไฮเด้นติดทีมชาติออสเตรีย 50 นัด เขาติดทีมชาตินัดแรกในปี 1998 ลงเล่นนัดอุ่นเครื่องพบกับ ทีมชาติฮังการี เป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติออสเตรียชุดฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ แต่ไม่ได้ลงสนาม แม้แต่วินาทีเดียว และติดทีมชาติออสเตรีย ชุดฟุตบอลยูโร 2008

ที่ออสเตรีย เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเขาได้ลงสนามในนัดสุดท้ายของรอบแรก

โดยลงสนามเป็นตัวจริง ในนัดที่แพ้ ทีมชาติเยอรมัน 0-1 ซึ่งเขาได้อยู่ในสนาม 55 นาที และออสเตรียตกรอบแรกแบบไม่ชนะทีมใดเลย

ข่าวกีฬาอัพเดทใหม่ทุกวันได้ที่นี่

Posted in ข่าวฟุตบอล

เปเรย์ร่า และเบียดวาน-บิสซาก้า ขึ้นชาร์ต กองหลังจอมสกัดบอล

เปเรย์ร่าและเบียด วาน-บิสซาก้าในตำแหน่งกองหลังที่สกัดบอลมากที่สุด การแข่งขันพรีเมียร์ลีกล่วงเข้ามา 28-29 นัด มีการจัดอันดับจาก opta index ว่า ริคาร์โด้ เปเรย์ร่านักเตะชาวโปรตุเกสทำได้เหนือกว่า อารอน วาน-บิสซาก้านักเตะของแมนยู ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็เป็นคู่นี้ที่เบียดกันขึ้นมาในตำแหน่ง กองหลังจอมสกัดบอล เลยทีเดียว

แบ็กขวา ริคาร์โด้ เปเรย์ น่าลงสนามไปแล้วกว่า 35 เกมในช่วงที่อยู่กับทีมเดอะ ฟ๊อกซ์ (รวมทั้งฟุตบอลลีกและบอลถ้วย) ซีซั่นนี้นับว่าเป็นฤดูกาลที่สองของเขาแล้วในพรีเมียร์ลีก เขาเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้กว่า 53 ครั้งในฤดูกาล 2019/20 และนั้นทำให้เขาเป็นนักเตะแบ็กขวาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของลีกเวลานี้

กองหลังจอมสกัดบอล

ขณะที่กองหลังจอมสกัดบอลที่เด่นในลูกกลางอากาศเป็นเจมส์ ทาร์คอฟสกี้ของเบิร์นลี่ย์ที่โหม่งเคลียร์บอลได้กว่า 81 ครั้งและชนะในลูกกลางอากาศได้กว่า 145 ครั้ง ส่วนไทโรน มิงส์ของแอสตัน วิลล่า เข้าบล็อกลูกยิงของนักเตะฝั่งตรงข้ามกว่า 37 ครั้ง

แต่ว่าเมื่อมองภาพรวมในตำแหน่งกองหลังจอมสกัดบอล นักเตะจากเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดทำได้ดีมากเมื่อเสียประตูให้ทีมคู่แข่งเพียงแค่ 25 ลูกเท่านั้นจากการที่มีกองหลังอย่าง จอร์จ บัลด๊อก,เอ็นด้า สตีเว่นส์, คริส บาแช่ม,แจ๊ค โอคอนเนลล์ และจอห์น เอแกน โดยพวกเขาเกือบจะยันเสมอลิเวอร์พูลได้ด้วยซ้ำหากว่าไม่เกิดการผิดพลาดที่ ดีน เฮนเดอร์สันรับบอลไม่ดีปลิ้นเข้าประตูไปเอง

กองหลังจอมสกัดบอล

นักเตะกองหลังจอมสกัดบอล หากเล่นดีจะช่วยให้การเสียประตูของทีมลดน้อยลงและช่วยภาระให้ผู้รักษาประตูไม่ต้องทำงานหนัก กองหลังบางคนเด่นเรื่องเกมรับเพียงอย่างเดียว แต่บางคนยังสามารถเติมเกมบุกได้ด้วย นั่นเป็นออพชั่นเสริมสำหรับกองหลังยุคใหม่เลยทีเดียว

โดยแบ็กซ้าย-ขวาจะเป็นตำแหน่งที่แอสซิสต์บอลให้เพื่อนเข้าไปยิงประตูได้มากที่สุด เหนือกว่าเซ็นเตอร์ฮาล์ฟเพราะว่ามันมีการเปิดบอลจากด้านข้าง อย่างเช่นแบ็กซ้ายขวาของลิเวอร์พูล แอนดรูว์ โรเบิร์ตสันและเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่เล่นได้เด่นมาก เขาทั้งคู่คอยเปิดบอลให้ผู้เล่นในแดนหน้าเข้ายิงประตูได้เยอะมาก

กองหลังจอมสกัดบอล

โดยมีการนำเขาทั้งสองคนไปเปรียบกับอัชราฟ ฮาคิมี่และราฟาเอล เกเรย์โร่แบ็กซ้ายและขวาของดอร์ทมุนด์ ที่ก็เล่นได้เด่นทั้งเกมรับและรุกเหมือนกัน กองหลังจึงเป็นตำแหน่งที่สำคัญหรือว่าเป็นตำแหน่งที่ปิดทองหลังพระหากว่าทีมไหนมีกองหลังที่ไม่แข็งแกร่งเชื่อว่าโอกาสที่จะเสียประตูและแพ้ในเกมการแข่งขันก็มีสูงมากขึ้นตามไปด้วย

Posted in ข่าวฟุตบอล

ประวัติ พอล แมคเวก์ สโมสรนอริช ซิตี้ ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ

พอล แมคเวก์

พอล แมคเวก์ เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ปี 1977 ที่กรุงเบลฟาสต์ ประเทศไอร์แลนด์เหนือ

เขาเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร สเปอร์ ในปี 1996

ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ นอริช ซิตี้ ในปี 2000 เขายิง 10 ประตูในฤดูกาลแรก ก่อนจะมาซัดอีก 15 ประตูในฤดูกาล 2002/2003  และตามมาด้วย 5ประตูจาก 40 นัด ในฤดูกาล 2003/2004

ซึ่งตอนนี้เขาถูกถอยมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ และมีส่วนสำคัญในการพา นอริช ซิตี้ ขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2004/2005 เขาได้ลงสนาม 20 นัดในพรีเมียร์ลีก ไฮไลท์สำคัญคือการบุกไปยิงใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงโอลแทรฟฟอร์ด แต่สุดท้าย นอริช แพ้ไป 1-2 และจบฤดูกาลนั้น นอริช จบที่อันดับ 19 ตกชั้นกลับไปเล่นเดอะแชมป์เปียนชิพอีกครั้ง

ช่วงปี 2007 พอล แมคเวก์ ไปซ้อมอยู่กับปิซ่า ทีมในกัลโช่ ซีเรียบี ของอิตาลี ปิซ่า มีแผนจะเซ็นต์สัญญาระยะสั้น 6เดือนกับเขา แต่สุดท้ายเขาตัดสินใจย้ายกลับมาเล่นในอังกฤษ

เข้าสู่ฤดูกาล 2007/2008 พอล แมคเวก์  เลือกย้ายไปอยู่กับ ลูตั้น ทาวน์ อยู่กับทีมถึงปี 2009

ได้ลงสนามในลีก 38 นัด ก่อนจะตัดสินใจกลับมาเล่นที่ นอริช ซิตี้ ซึ่งตอนนี้เป็นทีมในลีกวัน กลับมารอบนี้เขาไม่ได้เป็นตัวหลักของทีมแล้ว เขาประเดิมสนามในการกลับมาด้วยชัยชนะเหนือ วีคอมป์ 5-2 นอริชทำสถิติไร้พ่าย 20 นัด แต่ทั้งฤดูกาลเขาได้เล่นในลีกแค่ 9นัด ซึ่งฤดูกาลนั้น นอริช คว้าแชมป์ลีกวัน เลื่อนชั้นไปเล่นในเดอะแชมป์เปียนชิพ แต่พอล แมคเวก์ ประกาศเลิกเล่นหลังจากจบฤดูกาลนั้น

พอล แมคเวก์ ติดทีมชาติไอร์แลนด์เหนือชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี 10 นัด และติดทีมชาติไอร์แลนด์เหนือชุดใหญ่ 20 นัด เขาได้ลงสนามนัดแรก ในเดือนเมษายน ปี 1999 ซึ่งไอร์แลนด์เหนือ เสมอกับ แคนาดา 1-1

ติดตามข่าวกีฬาอัพเดทใหม่ทุกวันได้ที่นี่

Posted in ข่าวกีฬา, ข่าวฟุตบอล

อาชีพนักฟุตบอล หลัง เลิกค้าแข้ง

ถือว่าตอนนี้ยังคงอยู่ในช่วงครบรอบการสร้างประวัติศาสตร์ “ทริปเปิ้ลแชมป์” ของเหล่าขุนพลแข้ง “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากการไล่กวาดถ้วยแชมป์ 3 รายการใหญ่เมื่อฤดูกาล 1998/1999 ไล่ตั้งแต่ แชมป์พรีเมียร์ลีก, แชมป์เอเอฟ คัพ รวมถึง แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งได้สร้างปฏิหาริย์ยิงแซงชนะ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของนัดชิงชนะเลิศ 2-1 เมื่อ 21 ปีที่แล้วในวันที่ 26 พ.ค.นั่นเอง โดยยังคงจารึกชื่อเป็นทีมแรกและทีมเดียวของเกาะอังกฤษที่ทำแบบนี้ได้อีกด้วย ลองไปดูกันว่าตอนนี้ 11 นักเตะตัวจริงจากเกมนัดชิงได้หันไป “รับจ๊อบ” ทำอะไรกันในช่วงหลัง “แขวนสตั๊ด” เลิกอาชีพค้าแข้งไปแล้ว

รวมเหล่านักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ตำนานผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์กในวัย 56 ปี หลังอำลา “ผีแดง” มีหน้าตาโผล่ทางหน้าจอโทรทัศน์อยู่บ่อยๆ เพราะรับจ็อบเป็นนักวิจารณ์เกมฟุตบอลตามช่องต่างๆ อยู่เป็นประจำ

แกรี่ เนวิลล์ ยอดแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษในวัย 45 ปี หลังอำลา “ผีแดง”  ยังคงมีชื่อปรากฎตามหน้าสื่อแบบต่อเนื่อง เพราะรับจ็อบเป็นนักวิจารณ์เกมลูกหนังทาง สกายสปอร์ต สถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองผู้ดี

รอนนี่ ยอห์นเซ่น อดีตกองหลังทีมชาตินอร์เวย์ในวัย 50 ปี หลังอำลา “ผีแดง” ไม่ได้รับจ็อบวงการฟุุตบอลอีกเลย เพราะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่ยังคงมาร่วมโชว์ฝีเท้ากับ “ปีศาจแดง” ในเกมการกุศลอยู่บ่อยๆ

ยาป สตัม อดีตกองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ในวัย 47 ปี หลังอำลา “ผีแดง” ผันตัวเองมาทำหน้าที่เป็นกุนซือ และพเนจรลงเท้าจากการเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ แต่เพิ่งรับจ็อบคุมทัพ ซินซินนาติ ในสหรัฐอเมริกา

เดนิส เออร์วิน อดีตแบ็กซ้ายทีมชาติไอร์แลนด์ในวัย 54 ปี ตอนเป็นนักเตะ “ผีแดง” ดูเป็นคนเงียบๆ แต่หันมารับจ็อบเป็นนักวิจารณ์เกมลูกหนังให้กับ RTE สถานีโทรทัศน์ในบ้านเกิด

ไรอัน กิ๊กส์ อดีตปีกทีมชาติเวลส์ในวัย 46 ปี หลังอำลา “ผีแดง”  ยังคงคลุกคลีกับวงการฟุตบอลในหลายบทบาท และหันมารับงานคุมทีมลูกหนังด้วย โดยตอนนี้รับจ็อบเป็นกุนซือทีมชาติเวลส์ให้บ้านเกิดของตัวเอง

นิกกี้ บัตต์ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษในวัย 45 ปี หลังอำลา “ผีแดง” ผันตัวเองมาทำหน้าที่โค้ช แต่เน้นไปที่งานดูแลนักเตะเยาวชน ปัจจุบันรับจ็อบกับ “ปีศาจแดง” ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพัฒนาทีมชุดใหญ่

เดวิด เบ็คแฮม อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษในวัย 45 ปี หลังอำลา “ผีแดง” ยังคงหล่อเนี๊ยบเหมือนเดิม และหันมารับจ็อบในฐานะนักธุรกิจเป็นเจ้าของสโมสร อินเตอร์ ไมอามี่ ทีมน้องใหม่ในสหรัฐอเมริกา

เจสเปอร์ บลอมควิสต์ อดีตปีกทีมชาติสวีเดนในวัย 46 ปี หลังอำลา “ผีแดง” รับจ๊อบเป็นนักวิจารณ์เกมฟุตบอลให้ TV4 สถานีโทรทัศน์ในบ้านเกิด และมีธุรกิจเป็นร้านพิซซ่าในกรุงสตอกโฮล์มด้วย

แอนดี้ โคล อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษในวัย 48 ปี ยังคงรับจ็อบกับ “ผีแดง” ในฐานะฑูตฟุตบอลสอนฟุตบอลให้เยาวชน และร่วมงานการกุศลต่างๆ อยู่เป็นประจำ

ดไวท์ ยอร์ค อดีตกองหน้าทีมชาติตรินิแดดและโตเบโกในวัย 48 ปี เคยเกือบล้มละลายเมื่อปีก่อน และยังคงรับจ็อบกับ “ผีแดง” ในฐานะฑูตฟุตบอลเช่นกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

พบกับข่าวกีฬาเด่นรอบโลกได้ที่นี่

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

Posted in ข่าวกีฬา, ข่าวฟุตบอล

ประวัติและผลงานของ สตีเฟ่น คลีเมนต์ สโมสรเบอร์มิงแฮม

สตีเฟ่น คลีเมนต์

สตีเฟ่น คลีเมนต์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ปี 1978 ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ

เขาเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองกลาง เริ่มต้นเล่นฟุตบอลในระดับเยาวชนกับ สโมสร ทอตแนมฮอต สเปอร์ ในปี 1994 ก่อนจะได้เซ็นต์สัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ สเปอร์ ในปี 1997

ฤดูกาล 1998/1999 สตีเฟ่น คลีเมนต์  ได้ลงสนาม 21 นัดรวมทุกรายการ เขามีส่วนร่วมในการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกคัพ ซึ่งเขาได้ลงสนาม 3 นัดในรายการนั้น แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในนัดชิงชนะเลิศ ที่สเปอร์ เอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0   เข้าสู่ฤดูกาล 2000/2001 สตีเฟ่น คลีเมนต์ กลายเป็นตัวหลักของสเปอร์ เขาได้ลงสนาม 35 นัดรวมทุกรายการ แต่โชคร้ายที่ในฤดูกาลถัดมาเขาได้รับบาดเจ็บได้ลงสนามแค่ 6นัดเท่านั้น อาการบาดเจ็บส่งผลมาถึงฤดูกาล 2002/2003 เขาได้ลงสนามเพียงแค่นัดเดียว และเลือกย้ายไปอยู่กับ เบอร์มิงแฮม

กลางฤดูกาล 2002/2003  สตีเฟ่น คลีเมนต์  ย้ายไปเล่นกับเบอร์มิงแฮม ด้วยค่าตัว 1.3 ล้านปอนด์

เขากลายเป็นกำลังสำคัญของทีมในทันที และในฤดูกาล 2003/2004 เขาได้ลงสนาม 35 นัด ยิง 3ประตู ช่วยให้เบอร์มิงแฮม จบอันดับที่10 ในพรีเมียร์ลีก หลังจากนั้นในฤดูกาล 2005/2006 เขาได้ลงสนาม 15 นัดในพรีเมียร์ลีก เบอร์มิงแฮมจบฤดูกาลด้วยอันดับ 18 ตกชั้นลงไปเล่นใน   เดอะแชมป์เปียนชิพ  และเขาก็ยังอยู่เล่นกับทีมในฤดูกาลต่อมา และมีส่วนสำคัญในการพาทีมกลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลเดียว โดยเขาได้ลงเล่นในฤดูกาล 2006/2007 จำนวน 35 นัด พาเบอร์มิงแฮม จบอันดับ2 เดอะแชมป์เปียนชิพ

สตีเฟ่น คลีเมนต์ ย้ายสโมสร

หลังจากนั้นสตีเฟ่น คลีเมนต์  ตัดสินใจ ย้ายไปอยู่กับเลสเตอร์ ซิตี้ ทีมในลีกแชมป์เปียนชิพ ในฤดูกาล 2007/2008 และกลายเป็นกำลังสำคัญของเลสเตอร์ ได้รับตำแหน่งกัปตันทีมของเลสเตอร์ทันทีในฤดูกาลแรก ลงสนาม 34 นัด ยิง 3 ประตู แต่ไม่ช่วยให้เลสเตอร์หนีการตกชั้นชั้นได้

ส่งผลให้เลสเตอร์ ซิตี้ หล่นลงไปเล่นลีกวัน ในฤดูกาล 2008/2009

เขายังลงไปเล่นลีกวันกับทีมในฤดูกาลต่อมา แต่โชคร้ายที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และไม่ได้ลงสนามให้กับทีมเลยตลอด 2 ฤดูกาลต่อมา และประกาศเลิกเล่นฟุตบอลหลังจากนั้น

ติดตามข่าวกีฬาอัพเดททุกวัน

Posted in ข่าวฟุตบอล

ประวัติ ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น

ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ปี 1972 ที่เมืองเซาแธมตั้น ประเทศอังกฤษ

เขาเล่นฟุตบอลในตำแหน่ง กองกลาง เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร ปอร์ทสมัธ ในปี 1990 ผลงานที่ดีที่สุดคือการพา ปอร์ทสมัธ ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ ในปี 1992 ก่อนจะแพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล  และหลังจากปีนั้นเขาก็ย้ายออกจากทีม ไปอยู่กับ สเปอร์

ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น

ปี 1992 ทอตแนมฮอท สเปอร์ส จ่ายเงิน 1.75 ล้านปอนด์ คว้าตัว ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น มาร่วมทีม

เขาสามารถยึดตัวหลักของทีมได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก เขาลงเล่นเป็น 3 ประสานกับ เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ นิค บาร์มบี้ ได้อย่างลงตัว ซึ่งฤดูกาลแรกเขาได้ลงสนาม 41 นัด ยิง 8 ประตู สเปอร์สจบที่8

ในพรีเมียร์ลีก และผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ

เข้าสู่ฤดูกาล 1998/1999 ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น ได้ลงสนามทั้งหมด 46 นัด ยิงได้ 5 ประตู

ฤดูกาลนั้นสเปอร์จบอันดับที่11 ในพรีเมียร์ลีก ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ และสอยแชมป์ลีกคัพมาครองได้สำเร็จ ด้วยชัยชนะเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ซึ่ง ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริง และลงเล่นครบ 90 นาที ภายหลังจากฤดูกาลนั้น เขาอยู่กับทีมไปถึงปี 2003

ไดลงสนามให้ทีมทั้งหมด 358 นัด ยิง 48 ประตู ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ เบอร์มิงแฮม,วูล์ฟแธมตั้น

และ บอร์นมัธ เป็นทีมสุดท้ายในปี 2006-2009

ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น ติดทีมชาติอังกฤษ 30 นัด ยิง 7 ประตู เขามีส่วนร่วมกับทีมชาติอังกฤษ ชุดฟุตบอลยูโร 1996 ซึ่งครั้งนั้นอังกฤษผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนแพ้ เยอรมัน ในการดวลจุดโทษ 5-6 ซึ่ง ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริงนอกจากนั้นแล้ว เขายังเป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดฟุตบอลโลก ปี 1998 และ ฟุตบอลยูโร ปี 2000 ด้วย

ข่าวฟุตบอล อัพเดทข่าวฟุตบอลได้ที่นี่

Posted in ข่าวกีฬา, ข่าวฟุตบอล

หากพูดถึงมหกรรมฟุตบอลโลกนั้น แน่นอนว่าเป็นมหกรรมฟุตบอลที่แฟนบอลทั้งโลกรอคอย ซึ่งมหกรรมฟุตบอลโลกนั้นมีกระแสตอบรับที่ดีในทุกๆปี รวมไปถึงมหกรรมฟุตบอลโลกปี 2006 ที่จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งมีเหตุการณ์ต่างๆให้พูดถึงมากมาย แต่ไฮไลท์ของฟุตบอลโลกในครั้งนั้น ไม่ใช่การคว้าแชมป์ของทีมชาติอิตาลี แต่เป็นเหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก ในนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกครั้งนั้น วันนี้เราจะย้อนเวลากลับไปในมหกรรมฟุตบอลโลกปี 2006 ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร

ฟุตบอลโลกปี 2006

เหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 2006

เหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก นั้นเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 2006 ในนัดชิงชนะเลิศ โดยเป็นการมาเจอกันของ 2 ยอดทีมแห่งยุโรป ทีมชาติฝรั่งเศสที่นำทัพมาโดย ซีเนอร์ดีน ซีดาน จอมทัพมากประสบการณ์ ที่ประกาศกร้าวจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเพื่อปิดฉากอาชีพฟุตบอลของเขา โคจรมาพบกับทีมชาติอิตาลี ที่แน่นไปด้วยเหล่าซุปเปอร์สตาร์ทุกตำแหน่ง เรียกได้ว่าเป็นฟุตบอลคู่หยุดโลกก็ว่าได้ โดยเกมในนัดนั้นเหมือนว่าจะเป็นใจให้กับ ซีเนอร์ดีน ซีดาน โดยเขายิงประตูขึ้นนำให้กับทีมชาติฝรั่งเศสในช่วงต้นเกม แต่แล้วทีมชาติอิตาลีก็ได้ความเก๋าเกมของ มาร์โก มาเตรัซซี่ ยิงประตูตีเสมอ จนต้องต่อเวลาพิเศษ

ฟุตบอลโลกปี 2006

และในช่วงต่อเวลาพิเศษนี่เองที่เป็นฝันร้ายของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน แทนที่มันจะเป็นการปิดฉากอาชีพที่สวยงามของเขา แต่กลับกลายเป็นวันที่ มาร์โก มาเตรัซซี่ กลายเป็นฮีโร่ โดยขณะที่เกมในสนามกำลังสนุกและสูสี มาร์โก มาเตรัซซี่ ได้เข้าไปยั่วยุ ซีเนอร์ดีน ซีดาน โดยใช้วาจาที่หยาบคายกล่าวล่วงเกินคุณแม่และพี่สาวของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน ทำให้ซีดานทนไม่ไหว เอาหัวโขกเข้าไปที่หน้าอกของ มาร์โก มาเตรัซซี่ จนเกิดเป็นเหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ ซีเนอร์ดีน ซีดาน โดนไล่ออกจากสนามทันที และส่งผลให้ทีมชาติฝรั่งเศสแพ้ทีมชาติอิตาลีในการดวลลูกจุดโทษในท้ายที่สุด

ฟุตบอลโลกปี 2006

ฝันร้ายของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน ฟุตบอลโลกปี 2006

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นนับว่าเป็นฝันร้ายที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน แทนที่เขาจะได้ปิดฉากอาชีพนักฟุตบอลอย่างสวยหรู กลับต้องมาเป็นผู้ร้ายในสายตาของแฟนบอล เนื่องจากเป็นตัวการทำให้ทีมเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน ทำให้ทีมพ่ายแพ้ไปในที่สุด และถึงแม้ว่าเหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก จะผ่านมานานกว่า 14 ปีแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงเป็นที่พูดถึงของแฟนบอลทั่วโลกจากวันนั้นจนถึงทุกวันนี้

ประวัติ ซีเนอร์ดีน ซีดาน
ติดตามข่าวบอลที่คุณไม่ควรพลาดได้ที่นี่

Posted in ข่าวกีฬา, ข่าวฟุตบอล