กัปตันทีมชาติอังกฤษ กร้าว!! ไก่ต้องชนะ 8 จาก 9 เกมหากหวังไป UCL

แฮร์รี่ เคนกองหน้าทีมชาติอังกฤษของท๊อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สออกมาประกาศกร้าวว่าทีมไก่เดือยทอง ต้องการชัยชนะ 8 จาก 9 เกมที่เหลือในฤดูกาลนี้ หากยังหวังที่จะเข้าไปเล่นฟุตบอลแชมเปี้ยนสีกในฤดูกาลหน้า กัปตันทีมชาติอังกฤษ ร้างสนามไปกว่า 6 เดือนเนื่องจากเจ็บแฮมสตริงและก็ยังถูกลงโทษพักแข้งอีกด้วย กล่าวว่าสเปอร์สยังมีความหวัง

กัปตันทีมชาติอังกฤษ

เรื่องสถานภาพทางการเงินของสโมสร ต้องสั่นคลอนเพราะว่าเป็นผลมาจากการแพร่กระจายของไวรัสโคโรน่า และเรื่องการสร้างสนามใหม่ด้วยทำให้ทีมต้องประสบปัญหาชาดสภาพคล่องทางการเงินไปเลย จากการเปิดเผยของแหล่งข่าววงในเชื่อว่า สเปอร์สจะไม่ซื้อนักเตะใหม่เข้าสู่ทีมช่วงปิดซีซั่นนี้แน่นอน

เคนกล่าวว่า เราต้องการจบอันดับท๊อปโฟร์ ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นเลย เรายังมีเกมที่ต้องแข่งกับแมนยูในเกมที่จะประเดิมสนามหลัง covid-19 ผมคิดว่าหากเราชนะ 7-8 นัดในช่วงที่เหลือผมว่ามันก็น่าจะเพียงพอที่จะได้ไปเล่น ucl นั่นเป็นจุดมุ่งหมายของเรา เราต้องการชนะในทุกเกม เพื่อว่าเราจะได้แน่ใจว่าจะมีชื่อของ ท๊อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า

กัปตันทีมชาติอังกฤษ

กัปตันทีมชาติอังกฤษ คิดว่าการที่จะไต่อันดับจากที่ 8 ไปอยู่หนึ่งในสี่ให้ได้ โดยที่เขาไม่ได้ลงสนามเลยตั้งแต่เกมที่เจ็บจากนัดพบเซาแธมป์ตันเมื่อวันขึ้นปีใหม่และฟอร์มของทีมก็ย่ำแย่ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา ทีมของมูรินโญ่ไม่ชนะเลยใน 6 เกมหลังสุดทุกรายการก่อนที่จะเกิดการแพร่กระจายของไวรัสโคโรน่าไปทั่วเกาะอังกฤษ

เคนเผยอีกว่า อาการเจ็บที่แฮมสตริงแบบนี้ทำให้ผมต้องพักให้มากขึ้น และจะทำให้ผมไม่ได้ลงสนามกว่า 6 เดือนแน่ๆ นั่นถือว่ายาวนานมาก แต่ว่าดูแล้วผมก็สามารถมาลงซ้อมเบาๆได้บ้างแล้ว และผมต้องการช่วยทีมให้ทำอันดับให้ดีกว่านี้บ้าง

กัปตันทีมชาติอังกฤษ

เวลานี้ผมรู้สึกดี ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีที่ผมได้มีการซ้อมเดียวในช่วงเวลานี้ ผมได้ฝึกฝนทักษะขั้นพื้นฐานของฟุตบอลและคิดว่าอาการเจ็บดูเหมือนจะทุเลาลงแล้ว สเปอร์สที่ไม่มีเคน ใช้งานทรอย แพร์รอตต์นักเตะดาวรุ่งในทีม แต่ว่าทรอยก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดเช่นกันหลังมีรายงานว่าเขาปวดท้อง นั่นก็เป็นการคาดหวังของกัปตันทีมชาติอังกฤษที่ผ่านศึกร้อนหนาวมามากมาย ทั้งฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโร ด้วยวัย 26 ปีของเขา เขาดังตั้งแต่ยังเด็กและหลายคนไม่รู้ว่าเขาเคยเป็นนักเตะเยาวชนของทีมปืนใหญ่ อาร์เซนอลมาก่อน

ข่าวสารเรื่องราวกีฬาฟุตบอลอัพเดทใหม่ทุกวันได้ที่นี่

Posted in ข่าวกีฬา

ประวัติ พอล แมคเวก์ สโมสรนอริช ซิตี้ ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ

พอล แมคเวก์

พอล แมคเวก์ เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ปี 1977 ที่กรุงเบลฟาสต์ ประเทศไอร์แลนด์เหนือ

เขาเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร สเปอร์ ในปี 1996

ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ นอริช ซิตี้ ในปี 2000 เขายิง 10 ประตูในฤดูกาลแรก ก่อนจะมาซัดอีก 15 ประตูในฤดูกาล 2002/2003  และตามมาด้วย 5ประตูจาก 40 นัด ในฤดูกาล 2003/2004

ซึ่งตอนนี้เขาถูกถอยมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ และมีส่วนสำคัญในการพา นอริช ซิตี้ ขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2004/2005 เขาได้ลงสนาม 20 นัดในพรีเมียร์ลีก ไฮไลท์สำคัญคือการบุกไปยิงใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงโอลแทรฟฟอร์ด แต่สุดท้าย นอริช แพ้ไป 1-2 และจบฤดูกาลนั้น นอริช จบที่อันดับ 19 ตกชั้นกลับไปเล่นเดอะแชมป์เปียนชิพอีกครั้ง

ช่วงปี 2007 พอล แมคเวก์ ไปซ้อมอยู่กับปิซ่า ทีมในกัลโช่ ซีเรียบี ของอิตาลี ปิซ่า มีแผนจะเซ็นต์สัญญาระยะสั้น 6เดือนกับเขา แต่สุดท้ายเขาตัดสินใจย้ายกลับมาเล่นในอังกฤษ

เข้าสู่ฤดูกาล 2007/2008 พอล แมคเวก์  เลือกย้ายไปอยู่กับ ลูตั้น ทาวน์ อยู่กับทีมถึงปี 2009

ได้ลงสนามในลีก 38 นัด ก่อนจะตัดสินใจกลับมาเล่นที่ นอริช ซิตี้ ซึ่งตอนนี้เป็นทีมในลีกวัน กลับมารอบนี้เขาไม่ได้เป็นตัวหลักของทีมแล้ว เขาประเดิมสนามในการกลับมาด้วยชัยชนะเหนือ วีคอมป์ 5-2 นอริชทำสถิติไร้พ่าย 20 นัด แต่ทั้งฤดูกาลเขาได้เล่นในลีกแค่ 9นัด ซึ่งฤดูกาลนั้น นอริช คว้าแชมป์ลีกวัน เลื่อนชั้นไปเล่นในเดอะแชมป์เปียนชิพ แต่พอล แมคเวก์ ประกาศเลิกเล่นหลังจากจบฤดูกาลนั้น

พอล แมคเวก์ ติดทีมชาติไอร์แลนด์เหนือชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี 10 นัด และติดทีมชาติไอร์แลนด์เหนือชุดใหญ่ 20 นัด เขาได้ลงสนามนัดแรก ในเดือนเมษายน ปี 1999 ซึ่งไอร์แลนด์เหนือ เสมอกับ แคนาดา 1-1

ติดตามข่าวกีฬาอัพเดทใหม่ทุกวันได้ที่นี่

Posted in ข่าวกีฬา, ข่าวฟุตบอล

อาชีพนักฟุตบอล หลัง เลิกค้าแข้ง

ถือว่าตอนนี้ยังคงอยู่ในช่วงครบรอบการสร้างประวัติศาสตร์ “ทริปเปิ้ลแชมป์” ของเหล่าขุนพลแข้ง “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากการไล่กวาดถ้วยแชมป์ 3 รายการใหญ่เมื่อฤดูกาล 1998/1999 ไล่ตั้งแต่ แชมป์พรีเมียร์ลีก, แชมป์เอเอฟ คัพ รวมถึง แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งได้สร้างปฏิหาริย์ยิงแซงชนะ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของนัดชิงชนะเลิศ 2-1 เมื่อ 21 ปีที่แล้วในวันที่ 26 พ.ค.นั่นเอง โดยยังคงจารึกชื่อเป็นทีมแรกและทีมเดียวของเกาะอังกฤษที่ทำแบบนี้ได้อีกด้วย ลองไปดูกันว่าตอนนี้ 11 นักเตะตัวจริงจากเกมนัดชิงได้หันไป “รับจ๊อบ” ทำอะไรกันในช่วงหลัง “แขวนสตั๊ด” เลิกอาชีพค้าแข้งไปแล้ว

รวมเหล่านักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ตำนานผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์กในวัย 56 ปี หลังอำลา “ผีแดง” มีหน้าตาโผล่ทางหน้าจอโทรทัศน์อยู่บ่อยๆ เพราะรับจ็อบเป็นนักวิจารณ์เกมฟุตบอลตามช่องต่างๆ อยู่เป็นประจำ

แกรี่ เนวิลล์ ยอดแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษในวัย 45 ปี หลังอำลา “ผีแดง”  ยังคงมีชื่อปรากฎตามหน้าสื่อแบบต่อเนื่อง เพราะรับจ็อบเป็นนักวิจารณ์เกมลูกหนังทาง สกายสปอร์ต สถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองผู้ดี

รอนนี่ ยอห์นเซ่น อดีตกองหลังทีมชาตินอร์เวย์ในวัย 50 ปี หลังอำลา “ผีแดง” ไม่ได้รับจ็อบวงการฟุุตบอลอีกเลย เพราะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่ยังคงมาร่วมโชว์ฝีเท้ากับ “ปีศาจแดง” ในเกมการกุศลอยู่บ่อยๆ

ยาป สตัม อดีตกองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ในวัย 47 ปี หลังอำลา “ผีแดง” ผันตัวเองมาทำหน้าที่เป็นกุนซือ และพเนจรลงเท้าจากการเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ แต่เพิ่งรับจ็อบคุมทัพ ซินซินนาติ ในสหรัฐอเมริกา

เดนิส เออร์วิน อดีตแบ็กซ้ายทีมชาติไอร์แลนด์ในวัย 54 ปี ตอนเป็นนักเตะ “ผีแดง” ดูเป็นคนเงียบๆ แต่หันมารับจ็อบเป็นนักวิจารณ์เกมลูกหนังให้กับ RTE สถานีโทรทัศน์ในบ้านเกิด

ไรอัน กิ๊กส์ อดีตปีกทีมชาติเวลส์ในวัย 46 ปี หลังอำลา “ผีแดง”  ยังคงคลุกคลีกับวงการฟุตบอลในหลายบทบาท และหันมารับงานคุมทีมลูกหนังด้วย โดยตอนนี้รับจ็อบเป็นกุนซือทีมชาติเวลส์ให้บ้านเกิดของตัวเอง

นิกกี้ บัตต์ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษในวัย 45 ปี หลังอำลา “ผีแดง” ผันตัวเองมาทำหน้าที่โค้ช แต่เน้นไปที่งานดูแลนักเตะเยาวชน ปัจจุบันรับจ็อบกับ “ปีศาจแดง” ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพัฒนาทีมชุดใหญ่

เดวิด เบ็คแฮม อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษในวัย 45 ปี หลังอำลา “ผีแดง” ยังคงหล่อเนี๊ยบเหมือนเดิม และหันมารับจ็อบในฐานะนักธุรกิจเป็นเจ้าของสโมสร อินเตอร์ ไมอามี่ ทีมน้องใหม่ในสหรัฐอเมริกา

เจสเปอร์ บลอมควิสต์ อดีตปีกทีมชาติสวีเดนในวัย 46 ปี หลังอำลา “ผีแดง” รับจ๊อบเป็นนักวิจารณ์เกมฟุตบอลให้ TV4 สถานีโทรทัศน์ในบ้านเกิด และมีธุรกิจเป็นร้านพิซซ่าในกรุงสตอกโฮล์มด้วย

แอนดี้ โคล อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษในวัย 48 ปี ยังคงรับจ็อบกับ “ผีแดง” ในฐานะฑูตฟุตบอลสอนฟุตบอลให้เยาวชน และร่วมงานการกุศลต่างๆ อยู่เป็นประจำ

ดไวท์ ยอร์ค อดีตกองหน้าทีมชาติตรินิแดดและโตเบโกในวัย 48 ปี เคยเกือบล้มละลายเมื่อปีก่อน และยังคงรับจ็อบกับ “ผีแดง” ในฐานะฑูตฟุตบอลเช่นกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

พบกับข่าวกีฬาเด่นรอบโลกได้ที่นี่

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

Posted in ข่าวกีฬา, ข่าวฟุตบอล

ประวัติ ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น

ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ปี 1972 ที่เมืองเซาแธมตั้น ประเทศอังกฤษ

เขาเล่นฟุตบอลในตำแหน่ง กองกลาง เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร ปอร์ทสมัธ ในปี 1990 ผลงานที่ดีที่สุดคือการพา ปอร์ทสมัธ ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ ในปี 1992 ก่อนจะแพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล  และหลังจากปีนั้นเขาก็ย้ายออกจากทีม ไปอยู่กับ สเปอร์

ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น

ปี 1992 ทอตแนมฮอท สเปอร์ส จ่ายเงิน 1.75 ล้านปอนด์ คว้าตัว ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น มาร่วมทีม

เขาสามารถยึดตัวหลักของทีมได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก เขาลงเล่นเป็น 3 ประสานกับ เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ นิค บาร์มบี้ ได้อย่างลงตัว ซึ่งฤดูกาลแรกเขาได้ลงสนาม 41 นัด ยิง 8 ประตู สเปอร์สจบที่8

ในพรีเมียร์ลีก และผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ

เข้าสู่ฤดูกาล 1998/1999 ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น ได้ลงสนามทั้งหมด 46 นัด ยิงได้ 5 ประตู

ฤดูกาลนั้นสเปอร์จบอันดับที่11 ในพรีเมียร์ลีก ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ และสอยแชมป์ลีกคัพมาครองได้สำเร็จ ด้วยชัยชนะเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ซึ่ง ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริง และลงเล่นครบ 90 นาที ภายหลังจากฤดูกาลนั้น เขาอยู่กับทีมไปถึงปี 2003

ไดลงสนามให้ทีมทั้งหมด 358 นัด ยิง 48 ประตู ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ เบอร์มิงแฮม,วูล์ฟแธมตั้น

และ บอร์นมัธ เป็นทีมสุดท้ายในปี 2006-2009

ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น ติดทีมชาติอังกฤษ 30 นัด ยิง 7 ประตู เขามีส่วนร่วมกับทีมชาติอังกฤษ ชุดฟุตบอลยูโร 1996 ซึ่งครั้งนั้นอังกฤษผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนแพ้ เยอรมัน ในการดวลจุดโทษ 5-6 ซึ่ง ดาร์เรน แอนเดอร์ตั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริงนอกจากนั้นแล้ว เขายังเป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดฟุตบอลโลก ปี 1998 และ ฟุตบอลยูโร ปี 2000 ด้วย

ข่าวฟุตบอล อัพเดทข่าวฟุตบอลได้ที่นี่

Posted in ข่าวกีฬา, ข่าวฟุตบอล

หากพูดถึงมหกรรมฟุตบอลโลกนั้น แน่นอนว่าเป็นมหกรรมฟุตบอลที่แฟนบอลทั้งโลกรอคอย ซึ่งมหกรรมฟุตบอลโลกนั้นมีกระแสตอบรับที่ดีในทุกๆปี รวมไปถึงมหกรรมฟุตบอลโลกปี 2006 ที่จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งมีเหตุการณ์ต่างๆให้พูดถึงมากมาย แต่ไฮไลท์ของฟุตบอลโลกในครั้งนั้น ไม่ใช่การคว้าแชมป์ของทีมชาติอิตาลี แต่เป็นเหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก ในนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกครั้งนั้น วันนี้เราจะย้อนเวลากลับไปในมหกรรมฟุตบอลโลกปี 2006 ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร

ฟุตบอลโลกปี 2006

เหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 2006

เหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก นั้นเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 2006 ในนัดชิงชนะเลิศ โดยเป็นการมาเจอกันของ 2 ยอดทีมแห่งยุโรป ทีมชาติฝรั่งเศสที่นำทัพมาโดย ซีเนอร์ดีน ซีดาน จอมทัพมากประสบการณ์ ที่ประกาศกร้าวจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเพื่อปิดฉากอาชีพฟุตบอลของเขา โคจรมาพบกับทีมชาติอิตาลี ที่แน่นไปด้วยเหล่าซุปเปอร์สตาร์ทุกตำแหน่ง เรียกได้ว่าเป็นฟุตบอลคู่หยุดโลกก็ว่าได้ โดยเกมในนัดนั้นเหมือนว่าจะเป็นใจให้กับ ซีเนอร์ดีน ซีดาน โดยเขายิงประตูขึ้นนำให้กับทีมชาติฝรั่งเศสในช่วงต้นเกม แต่แล้วทีมชาติอิตาลีก็ได้ความเก๋าเกมของ มาร์โก มาเตรัซซี่ ยิงประตูตีเสมอ จนต้องต่อเวลาพิเศษ

ฟุตบอลโลกปี 2006

และในช่วงต่อเวลาพิเศษนี่เองที่เป็นฝันร้ายของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน แทนที่มันจะเป็นการปิดฉากอาชีพที่สวยงามของเขา แต่กลับกลายเป็นวันที่ มาร์โก มาเตรัซซี่ กลายเป็นฮีโร่ โดยขณะที่เกมในสนามกำลังสนุกและสูสี มาร์โก มาเตรัซซี่ ได้เข้าไปยั่วยุ ซีเนอร์ดีน ซีดาน โดยใช้วาจาที่หยาบคายกล่าวล่วงเกินคุณแม่และพี่สาวของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน ทำให้ซีดานทนไม่ไหว เอาหัวโขกเข้าไปที่หน้าอกของ มาร์โก มาเตรัซซี่ จนเกิดเป็นเหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ ซีเนอร์ดีน ซีดาน โดนไล่ออกจากสนามทันที และส่งผลให้ทีมชาติฝรั่งเศสแพ้ทีมชาติอิตาลีในการดวลลูกจุดโทษในท้ายที่สุด

ฟุตบอลโลกปี 2006

ฝันร้ายของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน ฟุตบอลโลกปี 2006

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นนับว่าเป็นฝันร้ายที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของ ซีเนอร์ดีน ซีดาน แทนที่เขาจะได้ปิดฉากอาชีพนักฟุตบอลอย่างสวยหรู กลับต้องมาเป็นผู้ร้ายในสายตาของแฟนบอล เนื่องจากเป็นตัวการทำให้ทีมเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน ทำให้ทีมพ่ายแพ้ไปในที่สุด และถึงแม้ว่าเหตุการณ์ เฮดบัตบันลือโลก จะผ่านมานานกว่า 14 ปีแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงเป็นที่พูดถึงของแฟนบอลทั่วโลกจากวันนั้นจนถึงทุกวันนี้

ประวัติ ซีเนอร์ดีน ซีดาน
ติดตามข่าวบอลที่คุณไม่ควรพลาดได้ที่นี่

Posted in ข่าวกีฬา, ข่าวฟุตบอล

โกรนิงเก้น ปั้นตัวท็อปทั้งนั้น! รวมนักเตะระดับโลกที่เคยผ่านการค้าแข้งกับสโมสรโกรนิงเก้น

แฟนบอลที่ติดตามฟุตบอลมาอย่างยาวนาน น่าจะพบทราบกันดีอยู่แล้วว่า เอดิริวีซี่ ลีก ของประเทศเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นแหล่งปลุกปั้นนักเตะระดับโลก ออกไปสู่วงการลูกหนังมากมาย โดยเฉพาะจาก อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดำ , พีเอสวี ไฮโอเฟ่น และเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม สโมสรระดับยักษ์ใหญ่ของประเทศที่มักจะปลุกปั้นนักเตะให้ไปค้าแข้งกับทีมใหญ่เป็นประจำ แต่เชื่อเลยว่าแฟนบอลน้อยคนนักที่จะรู้จักสโมสร เอฟซี โกรนิงเก้น สโมสรเล็กๆของประเทศ ที่ซึ่งเคยปลุกปั้นนักเตะระดับมาโลกมาแล้วเช่นกัน แต่จะมีใครบ้างนั้น มาติดตามไปพร้อมๆกันได้เลยครับ

โกรนิงเก้น

เวอร์จิล ฟานไดค์เอฟซีโกรนิงเก้น จัดการดึงตัว เวอร์จิล ฟานไดค์ เด็กปั้นของสโมสรวิลเลี่ยม ทเว อีกหนึ่งทีมเล็กๆของประเทศมาร่วมทีม พร้อมมอบโอกาสในการลงสนามเกมฟุตบอลอาชีพเป็นนัดแรกให้กับเจ้าตัว ซึ่งในเวลานั้นฟอร์มของเวอร์จิล ฟานไดค์ ไม่ได้โดดเด่นเท่าไรนัก แต่อย่างไรก็ตาม เซลติก ยอดทีมจากสก็อตแลนด์ ก็ยังยอมควักเงิน 2.6 ล้านปอนด์ ดึงตัวแนวรับรายนี้ไปร่วมทัพ และเวอร์จิล ฟานไดค์ ใช้เวลากับเซลติก 2 ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับเซาแธมป์ตัน ที่มีรุ่นพี่อย่างโรนัลด์ คูมัน เป็นกุนซืออยู่ และที่นี่เองเจ้าตัวฉายแววการเป็นกองหลังระดับท็อปออกมา จนเข้าตาทีมยักษ์ใหญ่หลายทีม และสุดท้ายเป็นลิเวอร์พูลที่คว้าตัวไปร่วมทัพได้สำเร็จ พร้อมได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้ว

โกรนิงเก้น

หลุยส์ ซัวเรส – กองหน้าชาวอุรุกวัยรายนี้ ย้ายจากนิซิอองนาล สโมสรบ้านเกิดของเขา มาร่วมทัพ เอฟซีโกรนิงเก้น ในปี 2006 ซึ่งในขณะนั้นหลุยส์ ซัวเรส มีอายุเพียง 19 ปี และมีปัญหากับปรับตัวอย่างมาก ก่อนจะใช้เวลาเกือบครึ่งฤดูกาลปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลยุโรปจนได้ และเมื่อถึงเวลานั้น เจ้าตัวก็จัดการผลิตประตูให้กับต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง จนทางอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ตัดสินใจคว้าตัวไปร่วมทีม และที่นี่เองที่เจ้าตัวแสดงความเป็นสุดยอดดาวยิงออกมาอย่างชัดเจน ก่อนจะย้ายไปเป็นเดอะแบกของลิเวอร์พูล และล่าสุดหลุยส์ ซัวเรส กำลังค้าแข้งอยู่กับบาร์เซโลน่า พร้อมพาทีมกวาดแชมป์ไปแล้วมากมาย

โกรนิงเก้น

อาร์เจน ร็อบเบน – ปีกหัวโล้นความเร็วจัดรายนี้ ถือเป็นนักเตะที่มาจากทีมระดับเยาวชนของเอฟซีโกรนิงเก้นเลยทีเดียว และได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่อย่างรวดเร็ว ในปี 2000 ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น ลงเล่นให้ทีมไปทั้งสิ้น 52 นัด ก่อนจะย้ายไปอยู่ยักษ์ใหญ่ของประเทศอย่าง พีเอสวี ไฮโอเฟ่น ในปี 2002 ก่อนย้ายไปร่วมกับทีมยักษ์ใหญ่ระดับโลกอีก 3 สโมสร ได้แก่ เชลซี , เรอัล มาดริด และบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเจ้าตัวก็จัดการกวาดถ้วยแชมป์ร่วมกับทุกสโมสรที่ค้าแข้งมาโดยตลอด ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดไปเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว

Posted in ข่าวกีฬา

บทวิเคราะห์ 3 แข้งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรให้โอกาสก่อนเสริมทัพด้วยเงินก้อนโต
อย่างที่เรารู้กันดีว่า ปัจจุบันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังตกเป็นในหน้าหนังสือพิมพ์ ถึงความสนใจเกี่ยวกับบรรดานักเตะบิ๊กเนมหลายคน ไม่ว่าจะเป็น แจ๊ค กรีลิช , จาดอน ซานโซ่ หรือ คาลิดู คูลิบาลี ซึ่งแน่นอนว่าด้วยเกรดและดีกรีของผู้เล่นระดับนี้ หากว่าทัพปีศาจแดงหวังจะกระชากตัวมาร่วมทัพ ก็คงต้องผลาญเงินในคลังไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอนำเสนอ 3 นักเตะ ที่แมนยูควรหยิบยื่นโอกาสให้พิสูจน์เท้าในซีซั่นหน้าในถิ่นโอลแทรฟฟอร์ด

คริส สมอลลิ่ง – แนวรับสัญชาติอังกฤษ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลือกที่จะให้โรม่ายืมตัวในฤดูกาลนี้ เพื่อเปิดให้กับแฮร์รี่ แม็คไกว์ ปราการหลังค่าตัวสถิติโลกที่ทัพปีศาจแดง ทุ่มเงินกว่า 80 ล้านปอนด์ คว้าตัวมาจากเลสเตอร์ ซิตี้ แต่ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่า คริส สมอลลิ่ง เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมกว่าแผงหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในชุดปัจจุบันซะอีก ด้วยฟอร์มที่โดดในยูนิฟอร์มของหมาป่าแห่งกรุงโรม อย่างโรม่า ทำให้มีหลายทีมในอิตาลี ให้ความสนใจที่จะซื้อขาดนักเตะ หากฤดูกาลหน้าโซลชา ลองหยิบยื่นโอกาสให้เขาได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง เชื่อว่าคงจับคู่กับ แฮร์รี่ แม็คไกว์ ได้อย่างแข็งแกร่ง และอาจไม่มีความจำเป็นต้องนำเงินไปซื้อ คาลิดู คูลิบาลี เลยด้วยซ้ำ
ดีน เฮนเดอร์สัน – ด้วยฟอร์มการเล่นของดาบิด เดเกอา ที่ไม่ได้แน่นอนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทำให้บรรดาแฟนบอลปีศาจแดงหลายคน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงฟอร์มการเล่นของเจ้าตัวในช่วงหลัง ที่มีจังหวะผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง และน่าจะเลยจุดสูงสุดของอาชีพไปเรียบร้อยแล้ว หลังยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งของทีมมายาวนานนับ 10 ปี และในฤดูหน้า เชื่อว่าคงจะถึงเวลาแล้วที่โซลชา ควรลองให้โอกาส ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูลูกหม้อของทีมรายนี้ ถูกปล่อยยืมตัวไปให้ทัพ ดาบคู่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไปใช้งาน และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนเชฟฟิลด์รั้งอันดับ 6 ของตารางคะแนนอยู่ในขณะนี้ และด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทำให้เจ้าตัวมีลุ้นจะได้ยืนเป็นมือหนึ่งของทีมชาติอังกฤษในศึกยูโร 2020 นี้อีกด้วย

เจมส์ การ์ดเนอร์ – ชื่อของเจมส์ การ์ดเนอร์ อาจจะไม่คุ้นแฟนบอลปีศาจแดงในบ้านเราซักเท่าไรนัก ก็แน่นอนล่ะ เจ้าหมอนี่เพิ่งอายุ 18 ปี เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวเล่นอยู่กับทีมชุด U-23 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นแหละ แถมยังเข้าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย โดยเล่นในทีมสำรองไปแล้ว 10 นัด ทำไปถึง 8 ประตู ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ใช่ครับ ฟังไม่ผิดหรอก กองกลางตัวรับ ซึ่งหากมองที่ทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว ก็มีเพียงแค่ เนมันย่า มาติช เพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งกำลังจะอายุครบ 32 ปีในฤดูกาลหน้า และหากโซลชาลองให้โอกาส เจมส์ การ์ดเนอร์ ได้ลงเล่นดูบ้าง น่าจะดูดีกว่าการนำเงินมหาศาล ไปซื้อแข้งใหม่ในตำแหน่งนี้เข้ามาร่วมทีม

Posted in ข่าวกีฬา